MyMovies

ให้อภัย กับ SPIDERMAN

posted on 12 May 2007 01:21 by myhead  in MyMovies

มุมแมง-3

หลังจากไม่ได้ไปชมภาพยนต์ในโรงเสียนาน

ก็มีอันได้ฤกษ์เสียที เพื่อนหนุ่มและแฟนสาวมาเคาะถึงประตูห้อง

ชวนไปชมภาพยนต์แก้อาการเซ็งชีวิต

ไอ้ผมที่กำลังเหม่อเศร้าอยู่ก็เลยได้จังหวะออกไปเผชิญโลก(ภาพยนต์)สักที

และแน่นอนโปรแกรมเด็ดที่ราวกับจะบังคับให้ต้องดู

เพราะเล่นปูพรมฉายแทบทุกโรงก็คงไม่พ้น เจ้าแมงมุมสาม นี่เอง

ผมเองที่มีโอกาสได้ชมเจ้า SPIDERMAN มาก่อนแล้วทั้งสองภาค

ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรกับการต้องดูภาคต่อของเจ้ามนุษย์แมงมุม

เอาเข้าจริงแล้วผมค่อนข้างประทับใจในแมงมุมทั้งสองภาคแรกด้วยซ้ำ

ลำพังไอ้หนังประเภทซูเปอร์ฮีโร่จากการ์ตูนยอดฮิตในอดีต

ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนต์คนแสดงด้วยเทคนิคตระการตา

มันก็มีแรงดึงดูดมากมายเพียงพออยู่แล้วที่จะทำให้หัวใจของเด็กผู้ชาย

ที่เคยกระโดดโลดเต้นเล่นต่อสู้กันเมื่อวัยเยาว์

ยิ่งบวกกับความประทับใจในสองภาคแรกผสมอาการซึมเศร้าของเดือน

ตั๋วเจ้าแมงมุมดำก็มาอยู่ในมือได้ไม่ยาก

สำหรับ SPIDERMAN ภาคนี้ในความรู้สึกผมนั้น

ผู้กำกับนับว่าสามารถสะกดให้ดูได้จนจบตลอดเรื่อง

แม้จะมีเนื้อหาค่อนข้างยาวและเยอะกว่าภาคที่ผ่านมา(มั้ง)

ด้วยประสบการณ์ของ แซม ไรมี่ ผู้กำกับ

สามารถทำได้ดีในเรื่องของจังหวะของหนัง

ฮีโร่ตัวประหลาดที่มีทั้งดำตึ๋งหนืด ทั้งมนุษย์ทรายตัวเบ้ง

ทำให้ได้ตื่นเต้นกับจินตนาการจากแฟนตาซีที่กลายเป็นภาพสมจริง

.

.

แต่นอกเหนือจากนั้น...ค่อนข้างผิดหวังครับ

.

.

เนื้อเรื่องที่พยายามสร้างปมในตอนต้น และมาเร่งคลี่คลายปมเอาในตอนท้าย

ทำให้ความสมเหตุสมผลในมุมของดราม่าดูง่อนแง่นยวบยาบไม่น่าเชื่อถือ

และก็ไม่สามารถดึงให้คล้อยตามได้

ตัวละครที่จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาด้วยเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อ(แม้จะเป็นการ์ตูน)

ผนวกกับการตั้งใจ"สร้าง"บุคลิกใหม่ ๆ และ"แอคชั่นเท่ ๆ "

ที่พยายามยัดเข้ามาของตัวSPIDERMAN

ทำให้รู้สึกเหมือนการพยายามขายของ

[figure,charactor design,หน้าหนัง]เสียมากกว่า

ความพยายามนี้ยังรวมถึงไปตัวผู้กำกับ ที่ดูเหมือนจะมากเกินไปสักนิด

ในการที่จะสรุปเรื่องราวเก่า ๆ ที่คั่งค้างมาจากภาคแรก

พร้อมกับหาทางออกให้กับตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

แล้วที่สำคัญ การพยายามทำให้หนังดู"มีอะไร"

มากไปกว่าการเป็นหนังแอคชั่นฮีโร่เอามันส์

ซึ่งความ"มีอะไร"ที่เคยเป็นจุดแข็งในสองภาคแรก

กลับกลายเป็นจุดอ่อนในภาคนี้

THEME เกี่ยวกับการให้อภัย และการรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี

ถูกยัดเข้ามาอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับไม่ชัดเจน

ทำให้อารมณ์ร่วมที่เคยมีกับซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความเป็นมนุษย์ชนชั้นกลาง

(ในสังคมอเมริกาอาจจะค่อนข้างไปทางชั้นล่าง)

อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ สูงที่สุดคนหนึ่ง ไปไม่ถึงจุดอย่างที่ภาคก่อนเคยทำได้

โดยเฉพาะวลีเด็ดของลุงพระเอกที่ว่า

"พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่"

ในเวลานั้นค่อนข้างลงตัวในเรื่องของจังหวะอารมณ์ของตัวละครมากกว่า

"การให้อภัย" "การแยกแยะผิดชอบชั่วดี" "ความลุ่มหลง" ในภาคนี้

รวมถึงใจความสำคัญเกี่ยวกับการ "มีทางเลือก"

(จะว่าไปไอ้ประโยคเกี่ยวกับการเลือกที่ว่านี้มันทำให้ผมนึกถึงไปถึง

งานเขียนเรื่อง "ปีศาจหัวโต" อยู่ตะหงิด ๆ เหอ เหอ)**

ก็ยังไม่ได้ทำให้ผู้ชม(ผม)รู้สึก"อิน"ได้เท่าที่ควร

ผมคงไม่เล่าอะไรเกี่ยวกับเนื้อหามากนัก เผื่อบางคนที่ยังไม่ได้ชม

(และตั้งใจจะไปชม)

เอาเป็นว่าสำหรับใครที่ตั้งใจจะไปชมแต่แรก ก็ไปชมเถอะครับ

ไม่ถึงกับเสียดายเวลาเสียดายค่าตั๋วหรอก

แค่สเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ที่ใช้ในหนังก็เกินคุ้มแล้ว ดูเอามันส์ได้พอควรเลย

แต่สำหรับใครที่ไม่มีโอกาสได้ชม ก็ไม่ต้องถึงกับเสียดายอะไรหรอกครับ

หาDVDมาดูภาคหนึ่งภาคสองอีกสักทีก็ยังดูสนุกอยู่

อ้อ...สำหรับใครที่ชมแล้วเกิดชอบอกชอบใจไหลหลง

กับเจ้าแมงมุมดำนี้ล่ะก็ อย่าโกรธอย่าเคืองกับการวิจารณ์ของผมเลย

อย่าลืมนะครับว่าก่อนจบ"ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์"พูดกับเจ้ามนุษย์ทรายยังไง:)

.

.

.

.

.

** นิยายเกี่ยวกับนิทาน "ปีศาจหัวโต" พิมพ์ครั้งแรกกุมภาพันธ์2549

จัดจำหน่ายโดย อัมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์

"ชีวิตของเราล้วนมีวิถีทางที่แตกต่าง ทุกตนต่างเป็นผู้เลือก

ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก

การไม่มีทางเลือก เป็นแค่คำอ้างของความขี้ขลาด

ที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองได้ตัดสินใจไปแล้วต่างหาก...."

.

.

.

 

เมื่อวันก่อนผมไปดูเรื่อง "กังฟูแพนด้า" ที่โรงหนังมาครับ

หนังสนุกครับ ยิ่งถ้าฆ่าไอ้คนที่มันดึงพนักพิงผมอย่างรุนแรง

เพื่อโน้มตัวลุกขึ้นเดินออกไปโทรศัพท์นอกโรงได้ล่ะก็ จะยิ่งสนุกกว่านี้

แต่ก็ยังนับว่าดีที่มันยังสำเหนียกตัวออกไปโทรศัพท์นอกโรง

เอาล่ะ...ช่างเถอะ ความจริงเรื่องพวกนี้ผมเริ่มทำใจกับมันได้แล้ว

จากที่สมัยวัยสะรุ่นเคยมีอารมณ์รุนแรงมากมาย

เดี๋ยวนี้เริ่มเฉย ๆ ไม่รู้เพราะอายุมากขึ้นหรือเพราะผ่านการประทุทางอารมณ์

และระเบิดไปหมดสิ้นแล้วตั้งแต่ครั้งยังหนุ่มแน่น

(เดี๋ยวนี้ก็ยังหนุ่มและดูเหมือนจะแน่นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก)

 

....มาเข้าเรื่องหนังดีกว่า หนังสนุกครับ ถึงTHEMEที่พูดจะไม่ใช่เรื่องใหม่

แต่ก็โดนใจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการใช้วิธีนำเสนอในเรื่องวิทยายุทธ์

มีทั้งกังฟู ทั้งบะหมี่ การฝึกฝนของอาจารย์เพื่อขัดเกลาคน(หมี)ไม่ได้เรื่อง

ให้กลายเป็นจอมยุทธ์ในตำนาน พล็อตประเภทนี้สำหรับบางคน(รวมทั้งผมด้วย)

ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อครับ ยิ่งถ้าใครชอบดูหนังจีนวิทยายุทธ์

พวกฉากประเภท การร่ำเรียน ฝึกฝน ล้างเพชรในตม

ก็คงชอบได้ไม่ยาก มุขตลกต่าง ๆ ก็ถูกสอดใส่มาให้ได้ฮาเป็นระยะ

เอาเป็นว่าไปดูกันเองแล้วกันสำหรับใครที่สนใจ

เพราะเจตนาจริง ๆ ที่ผมต้องการจะกล่าวถึงในเอ็นทรี่นี้ก็คือ...

 

....เสียดาย ไม่ได้ดูพากย์ไทย.......

 

โดยปรกติแล้วผมไม่ค่อยจะนิยมดูหนังพากย์ไทยเท่าไร

ยกเว้นหนังจีนที่พากย์โดยพันธมิตร(อ่า...ไม่ได้หมายถึงแถวหน้าทำเนียบนะครับ)

เพราะทีมเขาพากย์ได้ฮาจริง ๆ

 

แต่หนังอื่น ๆ ผมมักจะดูsoundtrack เสมอ

ไม่ใช่ว่าเก่งกาจภาษาต่างประเทศนะครับ

ตรงกันข้ามฟังแทบไม่ออกเลยด้วยซ้า

แต่เหตุผลที่ต้องเลือกภาษาต่างประเทศก็คือ

ผมต้องการอ่านsubtitleภาษาไทย...

 

...จริง ๆ นะครับ หนังต่างประเทศที่มาพากย์ไทย

บางทีผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ฟังไม่ทันบ้างก็มี

โดยเฉพาะหนังการ์ตูนนี่บ่อยเลย เลยจำใจต้องเลือกsoundtrack

เพื่ออ่านภาษาไทย

 

....แต่กับเรื่องกังฟูแพนด้านี่สิครับ ผมเสียดายจริง ๆ ที่ไม่ได้ดูพากย์ไทย

ทำไมน่ะเหรอครับ?

 

....ก็หลังจากที่ผมตีตั๋วรอชมภาพยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้วน่ะสิ

ดันได้โบร์ชัวร์รีวิวภาพยนต์หลายเรื่องที่พนักงานแนบมาให้ด้วย

พอพลิกไปอ่านรีวิวเรื่องแพนด้า เห็นชื่อคนพากย์ไทยที่พากย์เป็นตัวแพนด้า

ก็รู้สึกเสียดายจับใจ....แหม ถึงคราวนี้จะยิ่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็เถอะ

แต่เฮียแกอุตส่าห์ทำเพื่อแฟนชาวไทยขนาดนี้

จะไม่ดูได้ยังไง.....เหอะ เหอะ

 

 

.....เห็นอย่างที่ผมเห็นมั้ยครับ?