MyCat

--- แพนด้า ตอนที่ ๑ ---

posted on 08 Jul 2007 21:15 by myhead  in MyCat

แพนด้า ตอนที่๑

.

แมวมีก็คงต้องมา

ถึงแมวไม่มา ก็ไม่ได้แปลว่าแมวไม่มี

.

.

ผมไม่ใช่คนชอบเลี้ยงสัตว์ รักเด็กอะไรอย่างที่บางคนคิดหรอกครับ

 

ตรงกันข้ามผมเป็นคนประเภทไม่ชอบความยุ่งยากเอาด้วยซ้ำ

 

ยิ่งโดยเฉพาะกับบรรดาสิ่งมีชีวิตแล้วด้วย

 

ไม่เคยคิดจะเอาตัวเข้าไปผูกพันข้องเกี่ยวลึกซึ้งเลย

 

เวลาเห็นสัตว์วิวาทกัน ก็จะยืนคอยเชียร์

 

ปล่อยให้มันจัดลำดับ และมีกระบวนการคัดสรรผู้แข็งแกร่ง

 

ตามธรรมชาติของมันเอง

 

เห็นเด็กก้าวร้าวก็แค่ไม่เล่นด้วย ไม่กล้าบังอาจไปสั่งสอนอะไร

 

แต่ละครอบครัว ทุก ๆ ชีวิตล้วนมีหนทางของมันเอง

 

ถึงไม่มี มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม!!!

.

.

 

ดูเผิน ๆ ภายนอกแม้คล้ายจะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีก็ตาม

 

แต่เชื่อเถิด ผมน่ะเป็นโรคหวาดกลัวความสัมพันธ์

 

ในระดับที่น่าเป็นห่วงตัวเองเลยทีเดียว

 

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะลึกซึ้ง

 

และอาจก้าวล่วงเข้ามาในโลกของผม

 

ไม่พร้อมที่จะสะเทือนใจ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากความผูกพันใด ๆ

 

แถมยังมีความหมั่นไส้ บรรดาสาวน้อย หนุ่มใหญ่

 

ที่ชอบอุ้มหมาอุ้มแมว หรือโอ๋กันประหนึ่งลูกรัก

 

พูดจาหวานหูกับเจ้าตัวขน

 

แต่เงยหน้าตะโกนด่าโคตรเหง้าเด็กรับใช้ในบ้าน

 

เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย

 

ยิ่งนับความเคารพในอิสระเสรีที่สิ่งมีชีวิตทุกตัวตนพึงมีพึงได้เข้าไปอีก

 

เรื่องเลี้ยงสัตว์ก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

.

.

.

แต่บางสิ่งบางอย่างมันก็เกิดขึ้นจนได้

 

ไม่ว่าจะเรียกชะตากรรม

 

พรหมลิขิต

 

บุญกรรม

 

กรรมกร

 

หรือ ไอ้ปื๊ด ก็ตามที

 

ผมก็ได้เจอกับ"มัน" ใช่แล้ว "มัน" คือ "แมว"

 

ผมไม่ดัดจริตเรียกสรรพนามแมวว่า "เขา"

 

ในขณะที่เรียกเพื่อนมนุษย์ว่า "มัน" หรอก

 

บรรดาชมรมคนรักสัตว์อาจจะเริ่มอยากดีดขี้มูกใส่ผม

 

ที่บังอาจไปก้าวล่วงนิสัยอันแสนอ่อนหวานนั่นเข้าแล้ว

 

555 ตามสบาย....

ผมมันพวกใจหมาอยู่แล้น!!!

 

 

เมื่อวันศุกร์ปลายเดือนที่แล้ว(มิถุนายน)

หลังจากที่มีพายุฝนถล่มติดต่อกันหลายคืน

จนป้ายโฆษณาล้มมาทับทั้งรถทั้งคน

เช้าวันนั้นอากาศยังแห้งสบายส่วนตัวอยู่(ฟังแล้วนึกถึงลอริเอะทันที)

แม้ร่องรอยขมุกขมัวของเมฆยังไม่จาง

ผมกับแฟนขับรถออกจากคอนโดฯ

ไปในเส้นทางที่ไม่ได้ใช้เป็นปรกติเพื่อ...

.

.

.

จริง ๆ เพื่ออะไรก็ยังไม่แน่ใจ

แค่วันนั้นนึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ก็เลยขับรถออกไปเผาน้ำมันกัน

อย่างไม่สนภาวะโลกร้อนที่กำลังเห่อฮิตติดชาร์ต

.

ในขณะที่เหลืออีกโค้งเดียวก็จะพ้นซอย

จู่ ๆ สายตาเราทั้งคู่ก็ดันเสือกไปพบกับเอเลี่ยนตัวจิ๋วที่อยู่ในพงข้างทาง

เราตัดสินใจจอดรถลงไปดูกัน

.

อาจจะแค่นึกแก้อารมณ์เบื่อที่กำลังเล้าโลมเราอยู่

ท่อม ๆ เลียบเคียงไปก็พบกับเจ้าตัวที่ว่า

คือแมวน้อยอายุราวเดือนเศษรูปร่างน่าเกลียดน่าชัง

มอมแมมผอมโกร๋ง ส่งแววตาหวาดกลัวและดุร้าย

ทะลุผ่านพงไม้ในระยะที่ห่างจากที่เรามองเห็นไม่เกินสองฟุต

มันส่งเสียงร้องพร่าแตกผิดธรรมชาติลูกแมว

ที่มักจะร้องเสียงแหลมเล็กใสแจ๋ว

อย่างข่มขู่มากกว่าขอความช่วยเหลือ

ผมสังเกตเห็นท่าทางมันขยับตัวดูแปลก ๆ

เหมือนกับไม่สามารถย่างเหยียบไปบนพื้นได้เต็มเท้า

ขยับกายเข้า ๆ ออก ๆ ตะกุกตะกักทุลักทุเล

สังเกตดูรอบ ๆ ตัวเจ้าสัตว์ประหลาดตัวเล็กนี้อีกทีก็พบว่า

ดงที่มันซุกซ่อนตัวอยู่อย่างตั้งใจ หรืออาจจะถูกใครมาปล่อยไว้ก็ตาม

มันเป็นดงหนาม!!

หนามจริง ๆ หนามเพียบ ๆ ทั้งที่พื้นและรอบตัว

ผมมาทราบเอาภายหลังว่ามันเป็นดงกุหลาบ

ที่เจ้าของที่รกร้างนั้นปลูกเอาไว้

ผมกับแฟนมองดูมันย่างเท้าแต่ละก้าวลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยกิ่งหนาม

พลันสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บปวด

ท่าทางทรมานน่าดู ทั้งโดนทอดทิ้งตั้งแต่ยังแบเบาะ

ทั้งหิว ทั้งหวาดกลัว

ไหนจะต้องเผชิญกับดงหนาม และพายุฝนที่โหมกระหน่ำตามฤดูอีก

ดูแล้วช่างน่าสมเพช สงสารโคตร ๆ

นั่งดูอยู่สักพักผมกับแฟนก็มองหน้ากัน

ผมเป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาว่า

.

.

.

"ไปกินข้าวกันเถอะ"

.

.

แฟนผมพยักหน้า แล้วเราสองคนก็เดินกลับไปที่รถ

ขับรถออกไปจากซอย เป้าหมายคือหาก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟอร่อย ๆ กินกัน....

 

 

 

 

 

 

---แพนด้า ตอนที่ ๒---

posted on 17 Jul 2007 15:33 by myhead  in MyCat

.

.

.

แพนด้า ตอนที่๒

.

.

แมวมีไม่มา มาไม่มีแมว

.

.

.

.

.

.

.

.

ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้ยินได้ฟัง

และได้สัมผัสจากคนรอบข้างมา

.

ผมค้นพบว่าคนส่วนมากที่นิยมชมชื่นในแมวนั้น

ส่วนหนึ่ง มักจะไม่ค่อยอภิเชษฐ์[appreciate]

ในหมาสักเท่าไร ด้วยเหตุผลของความทะเล่อทะล่า ทุ่มทึ่ม

ชอบส่งเสียงหนวกหู ตัวเหม็น ฯลฯ

แต่ก็นับเป็นส่วนน้อยมาก ๆ

ยิ่งถ้าเทียบกับคนที่ผูกพันกับหมา แต่ไม่ปลื้มแมว

อันนี้ผมได้ยินได้ฟังมาเยอะ และบ่อยกว่ามาก

ในบรรดาคนที่ชอบหมา เลี้ยงหมา แต่ไม่ค่อยชอบแมวนั้น

เหตุผลส่วนมากก็หนีไม่พ้นประสบการณ์ร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

โดยเฉพาะสาว ๆ ที่เคยถูกแมวข่วน ตบ กัด มาก่อน

บางส่วนก็รังเกียจความไม่ซื่อสัตย์ของมัน

เวลาหิว อยากเล่นก็มาหา สบายตัวก็ไป

เรียกก็ไม่สน งอนมันก็ไม่แยแส

หลายคนยังกลัวแววตาและความรู้สึกดุร้ายเย็นชาของมัน

หากเทียบกันกับหมาแล้ว หมาให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าเยอะ

รู้สึกได้ถึงความรัก ความผูกพันห่วงใย ที่ส่งผ่านถึงกัน

หมายอมสละชีวิตเพื่อเจ้าของมันได้

ในขณะที่แมว หากเจ้าของสละชีวิตเพื่อมัน

มันคงคิดว่า แล้วไง...ช่างมึง หรือ

แล้วมื้อเย็นกูล่ะ ทำไง? เสียมากกว่า

แต่ก็มีอยู่มากที่ไม่ได้รังเกียจสัตว์อีกชนิด

เพียงแต่ผูกพันกับสัตว์อีกชนิดมากกว่า

ก็เท่านั้น

.

โดยส่วนตัวผมแล้วถ้าจะว่ากันตามจริง

.

ก็น่าจะเรียกได้ว่าผูกพันกับแมวมากกว่า

แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรสักเท่าใด

เนื่องด้วยตอนเด็ก ๆ ที่บ้านผมมีแมวพลัดหลงมาตัวหนึ่ง

เป็นนังแมวลายสีเทาที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

มันมาส่งเสียงแง้วง้าวท่าทางอดโซอยู่หลังบ้าน

แม่ผมซึ่งเห็นเข้าก็นึกสงสารเอาเศษอาหารให้กิน

ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์!!!

เท่านั้นล่ะครับ... มันเกาะติดหนึบอยู่ที่บ้านผมไม่ยอมไปไหนอีกเลย

ไล่ก็แล้ว ด่าก็แล้ว จับโยนออกไปก็แล้ว

มันก็ยังไม่ยอมไปไหน ส่งเสียงเมี้ยวบอกแม่ผมว่า

กูจะอยู่ที่นี่ล่ะ...ม้าว....กูหิวแล้ว...ม้าว...เตรียมข้าวให้กูด้วย...ม้าว

อิ่มแล้วมันก็ไป พอหิวมันก็กลับมา

ผ่านไปไม่นานมันก็อพยพถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในบ้าน

(แม้เจ้าของจะไม่เต็มใจ)

ซ้ำยังออกลูกออกหลานมาให้เราต้องหาข้าวหาน้ำมาเพิ่มอีก

แต่จะว่าไปตอนนั้นนอกจากการหาข้าวหาน้ำให้มันทั้งหลาย

เรื่องอื่นก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ต้องยุ่งยากลำบากใจ

อาจจะเป็นเพราะการเลี้ยงแมวระบบเปิด

คือปล่อยมันเดินเพ่นพ่านสร้างอาณาเขตรายรอบรัศมีบ้านของมันเอง

ทำให้ไม่เครียด ไม่เหงา และก็ไม่แยแสเราแม้แต่น้อย(ถ้ามันไม่หิว)

แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมามากกว่า20ปีแล้ว

หลังจากบรรดาแมวมีอันเป็นไปด้วยหลายสาเหตุ

จากนั้นมาบ้านผมก็ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงอีกเลย

แม้ส่วนตัวผมจะเคยแอบเลี้ยงกระต่ายในหอพักสมัยเรียนหนังสือ

แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

แรกทีก็เลี้ยงไว้ในกรงเล็ก สงสารก็เลยขยายไว้ในกรงใหญ่

เห็นอึดอัดใจก็เลยปล่อยมันเดินเพ่นพ่านในห้อง

แต่ก็ยังนึกสงสารมันอยู่ เพราะห้องคับแคบแล้วก็ยังร้อนอีกด้วย

จนสุดท้ายไม่รู้ว่าเพราะบุญบารมี หรือชาติตระกูลของมัน

ดีเกินกว่าจะมาอยู่ในห้องพักแคบ ๆ

มันเลยได้ไปอยู่ในสวนผีเสื้อของหมาวิทยาลัยที่โคราช

ด้วยความอนุเคราะห์ของท่านแม่ยายผม

บรรยากาศดีและปลอดภัยมาก

กรงโดมขนาดยักษ์ เต็มไปด้วยผีเสื้อ นกหายาก

ต้นไม้นานาพรรณ อากาศก็เยี่ยม อาหารก็เลิศ

จนผมเองยังอยากถูกปล่อยไว้ที่นั่นบ้าง

.

.

ติดก็แต่ทางมหาวิทยาลัย

.

.

ยังไม่มีโครงการจะเลี้ยงควาย

.

.

.

.

ปล.ว่าจะเข้ามาต่อเรื่องเจ้าแมวเอเลี่ยนในดงหนามเสียหน่อย

ดันเผลอไถลออกนอกทางมาเสียยาวเยอะเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

จนเอนทรี่นี้มันชักจะยาวไปเสียแล้ว

ขอเป็นเอนทรี่หน้าแล้วกันนะ นะ นะ นะ

ยังไงถ้าคืนนี้ไม่เพลียจนเกินไป

จะมาต่อเรื่องเจ้าแพนด้าให้เลยนะ นะ นะ นะ.....

.

.

.

---แพนด้า ตอนที่ ๓---

posted on 18 Jul 2007 13:14 by myhead  in MyCat

 

 

.

.

.

แพนด้า ตอนที่๓

.

.

 

 

 

แมวมัดใจ....ใจมัดแมว

 

 

 

 

 

 

 

หยิบปฏิทินมาทบทวนวันเวลา

.

 

 

พร้อมกับนั่งทบทวนเรื่องราวในวันนั้นอีกครั้ง

.

 

เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงออกแขกพิรี้พิไรกันแล้ว

.

 

เดี๋ยวได้ไถลออกนอกลู่กันอีก

.

 

มาต่อเรื่องราวในวันนั้นเลยดีกว่า...

.

.

.

 

 

 

ช่วงต้นสายปลายเช้าของวันนั้น

.

 

หลังจากที่ทิ้งร่างผอมโกร๋งกงโก้คล้ายหนูผีไว้กับชะตากรรม

.

 

เราสองคนก็พาใจเหี้ยม ๆ (ม.ม้า อย่าอ่านตกม.ม้า)

 

ขับรถออกจากซอยเล็ก ๆ แห่งนั้น

 

 

เรานั่งในรถพูดคุยกันมาตามปรกติ

.

 

 

ไม่ได้รู้สึกอนาทรณ์ร้อนใจ อาลัยอาวรณ์ใด ๆ

.

 

 

กับชีวิตเล็ก ๆ ในดงหนามนั้น

.

 

 

 

ปั๊ดโธ่...โลกนี้น่ะมันมีทั้งสัตว์ทั้งคนถูกทอดทิ้งกันอยู่แทบทุกนาที

 

แล้วผมเองกับแฟนก็ไม่ใช่พ่อพระแม่พระนักบุญที่ไหน

 

 

ยิ่งไอ้เรื่องที่ถ้าช่วยอะไรใครแล้วต้องเดือดร้อนตัวเองน่ะ

.

.

.

 

"ไม่เอาหรอกครับ!!"

.

.

.

 

 

 

 

ตลอดช่วงสาย ๆ ถึงบ่ายแก่ ๆ วันนั้น

.

 

 

เราสองคนตะลอนกันอยู่นอกบ้านทั้งวัน

 

ส่วนใหญ่ก็เป็นละแวกไม่ไกลจากบ้านเท่าใดนัก

ทำกิจกรรมน่าเบื่ออย่างที่คนกรุงเขานิยมทำกัน

เดินห้าง กินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง .... เบื่อจนแทบอ้วก

 

 

 

 

จริง ๆ เหมือนอ้วกออกมาแล้ว แล้วก็โกยกลับเขาปากใหม่

 

ก่อนจะอ้วกมาอีกหน สลับไปมาเรื่อย ๆ

 

 

ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ กินอ้วกมันก็อยากอ้วก

แต่พออ้วกแล้วท้องว่าง เกิดหิว มองซ้ายมองขวาไม่เห็นอะไร

มีแต่กองอาเจียนเหม็นเน่าเบื้องหน้าก็กินมันเข้าไปอีก

อย่างเสียไม่ได้

 

แล้วมันก็จะแหวะออกมาอีกในเวลาต่อมา....

 

 

 

 

...ผมว่าเราเปลี่ยนเรื่องกันเถอะ เล่าไปผมก็ชักพะอืดพะอมเต็มที

 

 

 

มาต่อกันที่เหตุการณ์ช่วงบ่ายแก่ ๆ เย็นอ่อน ๆ ในวันนั้น

 

หลังจากที่เราไปกินอ้วก เอ้ย! ทำกิจกรรมนอกบ้านกันมา

ขณะที่กำลังจะขับรถมุ่งตรงกลับบ้าน

 

ไม่รู้อะไรมาดลจิตดลใจให้เราตัดสินใจตรงกันที่จะใช้เส้นทางนี้

 

แทนเส้นทางกลับบ้านที่เราคุ้นเคยตามปรกติ

และไอ้เส้นทางที่เราเลี้ยวรถเข้าไปเวลานั้น

มันก็คือซอยเล็ก ๆ ซอยเดิมที่เราออกมาเมื่อเช้านั่นเอง!!

 

 

 

 

..เอาล่ะสิ..เอาล่ะเหวย...

 

 

ตุ๊มต่อม ตุ๊มต่อม....ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ

ไม่รู้หัวใจมันจะเต้นชะชะช่า ฮูลาฮูล่า

ไปหาพระแสงของ้าวอะไรของมัน

 

ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ

ผมเพ่งสายตามุ่งตรงไปข้างหน้า

ไม่รู้ว่ากำลังพยายามตั้งสมาธิในการขับรถ

หรือเพราะความขลาดกลัวที่จะเหลียวซ้ายไปประสบกับอะไรเข้า

กลัวมันจะเจอมันอยู่ที่เดิม

กลัวมันจะไม่อยู่แล้ว..กลัวจะเจอมันในสภาพที่ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่

กลัวนู่นกลัวนี่ ขี้ขึ้นสมอง

.

.

.

 

 

 

และในขณะที่รถกำลังเคลื่อนผ่านพิกัดเมื่อเช้า

แม่สาวข้างกายผมก็พูดเสียงเรียบ ๆ ออกมา

ขณะเหลียวมองตามจากทางหน้าต่าง

 

 

 

มันยังอยู่ที่เดิมเลย

 

 

 

โอ้วว.....ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ หนุบ ๆ หนับ ๆ นุ่ม ๆ เหนียว ๆ

ทำไมกูต้องตื่นเต้นด้วยวะ หรือ ปีศาจมันกำลังตีกลองให้กำลังใจเรา

เข้มแข็งไว้ไอ้น้อง เข้มแข็งไว้...... ปล่อยไปตามโชคชะตา

กลับบ้านดูหนังนอนดีกว่า เชื่อกู...

.

 

จะเอาไงดี?

 

 

ผมถามแฟนเพื่อหวังแบ่งเบาความรู้สึกผิด

ทั้งที่รู้ก็รู้ว่าจะได้คำตอบอย่างไร

..

เอาไงล่ะ...แล้วแต่

...

 

 

 

จริง ๆ แม่นางภรรเมียผมเนี่ย เจ๊แกเป็นคนใจอ่อนขี้สงสาร...ผมรู้

.

 

 

แต่ว่าเธอก็ไม่ใช่คนใจอ่อนพร่ำเพรื่อ

.

 

 

โดยเฉพาะกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง

.

 

 

สำหรับเรื่องทำนองนี้เรามักจะมีความเห็นตรงกัน

.

 

 

และเคยหารือกันมาก่อนแล้ว

.

 

 

ถ้าช่วยอะไรได้ ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่นก็ช่วยไป

.

 

 

ถ้าจะไม่ช่วย ไม่มีอารมณ์จะช่วยก็จบไป

 

 

ปล่อยผ่านกลับบ้านนอน

.

 

 

ไม่ต้องหาเหตุผลทำให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง

.

 

 

แต่ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบชีวิตล่ะก็....

.

 

 

...บอกตรง ๆ....

 

 

เบร๋ยยยย.......

 

 

ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเราสองคนไม่เคยคิดจะเลี้ยงสัตว์

.

 

 

ถึงแม้เมื่อก่อนบ้านแฟนผมจะเลี้ยงและผูกพันกับหมามาตลอด

.

 

(รุ่นสุดท้ายผมเป็นคนช่วยฝังกับมือ..แฮ่ม)

.

 

และผมเองก็เคยเลี้ยงแมวเมื่อตอนเด็ก ๆ

.

 

 

แต่เราค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตมาก

.

 

 

แม้กระทั่งการจะมีลูกสักคน

.

 

 

ยังไม่ผ่านมติในที่ประชุม(ที่มีกันสองคน)เลย

 

 

 

ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

 

 

รู้แต่ว่ามันไม่น่าจะเกิดจากแค่ "ความอยาก"

 

หรือ "อุ๊ย!น่ารักจัง!"

.

 

 

ไม่ใช่แค่การสืบเชื้อสาย การเป็นโซ่ทองคล้องคอ

 

เป็นเพื่อนใจ หรือ เพื่ออะไรก็แล้วแต่ที่เราคิดขึ้นเอง

.

 

ไม่ใช่แค่ความพร้อมทางด้านฐานะ ไม่ใช่แค่มีเวลาให้

.

ไม่ใช่อะไรทั้งนั้นที่คิดออกตอนนี้

 

 

 

กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ผมก็คิดแบบเดียวกัน

 

ฟังดูคล้ายพวกโรคจิต วิตกจริตคิดมาก อย่างไรอย่างนั้น

...ซึ่งมันก็อาจจะจริง

.

.

.

 

 

 

หลังจากสิ้นคำตอบที่กลับมาเป็นคำถามต่อของแฟนสาว

 

เราสองคนก็นิ่งเงียบไม่พูดจาอะไรกันอีก

.

 

 

จนรถเข้ามาจอดในบริเวณคอนโดฯที่พักอาศัย

 

 

 

ก่อนจะเดินเข้าตัวอาคารผมก็เปรยขึ้นมาว่า

 

ซื้อนมไปให้มันกินมั้ย?

"เอาสิ" เจ้าหล่อนรับคำทันควัน

ผมเลยวิ่งไปซื้อนมในมินิมาร์ทของที่พัก

ในขณะที่แฟนผมเดินไปที่ร้านอาหารขอซื้อกล่องโฟมใส่อาหาร

สำหรับเอาไว้เป็นชามนม

กระบวนการทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่มีแบบแผน

เรียบ ๆ นิ่ง ๆ ไม่ได้มีความครึกโครมร้อนรนใด ๆ ให้เห็นภายนอก

...แต่ภายในต่างคนต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกันอยู่

บางทีแม้แต่ตัวเองยังรู้ไม่เท่าทันความรู้สึกตัวเองในเวลานั้นเลย

.

 

ผมไปลากรถสองล้อคู่ใจออกมาจากที่จอด

ในขณะที่เมฆดำบนท้องฟ้าเริ่มก่อตัวไปทั่วบริเวณ

.

 

พายุมาอีกแล้ว เสียงใครสักคนแถวนั้นพูดขึ้น

.

.

.

 

ผมควบสองล้อคันจิ๋วโดยมีภรรยาเบียดอยู่ด้านหลัง

ขวดนมพาสเจอร์ไรซ์กับกล่องโฟมในถุงหิ้วแกว่งไกวอยู่ด้านหน้า

ลมเริ่มพัดรุนแรงขึ้นต้านแรงเครื่องยนต์ 50 cc

 

ที่แบกน้ำหนักรวมร้อยกว่าโล

 

 

ในใจได้แต่ภาวนาให้ฝนอย่าเพิ่งตก

.

.

 

 

ผมยังไม่อยากเปลี่ยนใจ!!

.

.

.

.

.

 

 

.

.

 

 

---แพนด้า ตอนที่ ๔---

posted on 20 Jul 2007 17:17 by myhead  in MyCat

.

.

แพนด้า ตอนที่๔

.

.

ชะตาแมว

.

.

ยิ่งเร็วก็ยิ่งช้า

ใจยิ่งอยากให้ถึงที่หมายเร็วเท่าไร

ก็ดูเหมือนหนทางมันจะยาวไกลกว่าที่เคย

ใจยังไม่อยากถึงที่หมาย

มันก็มักจะมาถึงไวกว่าที่คาด

ใจเรานี่เองที่เป็นผู้ควบคุมเวลาที่แท้จริง

ไม่ใช่นาฬิกาหรืออัตราความเร็วที่โลกหมุนรอบตัวเอง

ผมไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าเวลานั้นใจผมเป็นอย่างไร

...หัวสมองว่างเปล่า...

.

แต่มือขวาที่บิดมอร์เตอร์ไซคล์ Honda Giorno 50 cc

จนหมดปลอกนั้นเป็นสัญญาณบอกให้ผมรู้ว่า ผมกำลังรีบ

ในขณะที่อีกมุมในใจบอกให้ผมช้าลง

จนกว่าจะได้คำตอบที่แน่ชัดในหัวใจ

แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วในความคิด

มันก็ต้องมาถึงจนได้ในความจริง

ผมเลี้ยวมาจนถึงซอยแคบแห่งนั้นในเวลาต่อมา

ซอยเล็ก ๆ ที่รถเก๋งสวนกันได้อย่างยากลำบาก

เวลานี้มีรถวิ่งผ่านไปมาบ้างประปราย

เย็นย่ำเต็มที แม้พระอาทิตย์ยังไม่ลับแสง

แต่เมฆฝนทะมึนที่แผ่คลุมไปทั่วท้องฟ้า

ทำให้บรรยากาศดูอึมครึมไม่น้อย

ผมนำรถเข้าเทียบจอดชิดกับฝั่งตรงข้าม

ด้วยเกรงว่าเสียงของเครื่องยนต์จะทำให้

เจ้าเหมียวน้อยตัวนั้นตื่นตระหนก

เราสองคนเดินข้ามมาอีกฝั่งนั่งจด ๆ จ้อง ๆ บริเวณพุ่มไม้

เพียงชั่วสองพริบตาเราก็พบกับเจ้าแมวมอมแมมตัวนั้น

ระยะระหว่างมันกับเราสองคนเวลานี้ห่างกันไม่เกินสองฟุต

ติดก็แต่ตรงกลางมีรั้วลวดหนามขึงขวางอยู่

และรอบบริเวณยังเต็มไปด้วยกิ่งและลำต้นที่เต็มไปด้วยหนาม

ใบของมันขึ้นรกบดบังหนามบางส่วนราวกับล่อให้คนมาติดกับ

บริเวณพื้นภายในรั้วลวดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยกิ่งหนามระเกะระกะ

สิ่งมีชีวิตร่างผอมคล้ายมีเพียงหนังที่มีขนสีขาวดำสกปรก

ห่อหุ้มซีโครงอยู่

ร่างของมันยืนโงนเงนและสั่นอยู่ตลอดเวลา

แววตาของมันเต็มไปด้วยความดุร้าย

ที่แฝงความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ

ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตหน้าไหนทั้งสิ้น

มันส่งเสียงร้องแหบห้าวไม่คล้ายเป็นเสียงแมวเลยสักนิด

ผมฉีกกล่องโฟมออกด้านหนึ่ง จัดแจงเทนมที่เตรียมมาลงไป

ก่อนพยายามยื่นถาดโฟมนั้นผ่านรั้วลวดและดงหนามเข้าไปใกล้เจ้าแมวน้อย

ทันทีที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปใกล้

เจ้าแมวน้อยก็ทำท่าหวาดกลัวขึ้นมาทันที

มันส่งเสียงแตกพร่าคล้ายข่มขู่ พร้อมเดินถอยหลังอย่างทุลักทุเล

มันชะงักเท้าทุกครั้งก่อนจะค่อย ๆ วางลงบนพื้น

แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเท้าของมันสัมผัสกับหนามที่เรี่ยระพื้นอยู่

ลำตัวของมันก็ขยับเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก

จากหนามที่พาดพันกันไปมา

ผมตัดสินใจขยับกล่องโฟมที่วางเอียงบนพื้นดินรก

ให้อยู่ในระดับที่มันสามารถกินได้สะดวกที่สุด

ก่อนจะดึงมือกลับมาพร้อมกับขยับถอยห่าง

พอที่จะทำให้มันรู้สึกปลอดภัยขึ้น

นั่งยอง ๆ คอยอยู่ตรงนั้นสักพัก

มันก็ค่อย ๆ พาร่างทรุดโทรมของมันเข้ามาใกล้ถาดนม

สลับกับคอยลอบมองมาที่เราสองคน

เสียงจักรยานยนต์ค