ว่าจะปล่อยผ่านไม่เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว
เพราะหากเขียนไปมันก็จะต้องมีส่วนเกี่ยวกันพันตูไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีก
ไม่ได้กลัวว่าจะมันจะไปพาดพิงใครหรืออะไรที่ไหนหรอกครับ...แค่ขี้เกียจ
แต่วันนี้ก็มีเรื่องพวกนี้ลอยมาเข้าหูจากคนใกล้ ๆ อีกครั้ง อยากจะถกเถียงก็กลัวจะบาดหมางกัน
เอาเป็นว่าจะใช้วิธีเพ้อเจ้อเสียงดัง ๆ น่าจะดีกว่า ถ้าไม่ชอบใจตรงไหนจะได้เลิกอ่านเอาง่าย ๆ
ไม่ต้องเสียเวลาเอารองเท้าที่ใส่มายัดปากผม รองเท้าจะเหม็นเสียเปล่า ๆ
.
.
เรื่องของเรื่องก็คือไอ้เจ้าเรื่องไข่ปลอมที่กำลังเป็นข่าวกันอยู่ตอนนี้
ข่าวว่าที่จีนทำปลอมขึ้นมาขายกันหน้าด้าน ๆ เพื่อลดต้นทุนหากำไรเพิ่มกัน
ว่ากันว่าราคาขายตกฟองหนึ่งราวยี่สิบสตางค์
ปลอมเสียเหมือนเปี๊ยบซ้ำยังใช้ทำอาหารได้เหมือนไข่จริง ๆ ทุกประการ
ผิดก็แต่ว่าไม่มีสารอาหารซ้ำยังอาจมีสารเคมีที่ทำอันตรายต่อร่างกาย...
.
เออ....เอาเข้าไป
.
.
ไม่ใช่ว่าผมจะดื้อด้านค้านแหลกไปเรื่อยเปื่อยหรอกนะ
แต่ได้ยินคราแรกผมก็ไม่นึกเชื่ออยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับว่ามันทำไม่ได้
ทั้งฝีมือบวกเทคโนโลยีในปัจจุบันอย่าว่าแต่ไข่ปลอมเลยจู๋ปลอมผมก็เห็นทำกันมาแล้ว
แค่คอมพิวเตอร์ที่ใช้พิมพ์บ่นอะไรไร้สาระอยู่ตรงหน้าผมเนี่ยมันก็โคตรของความมหัศจรรย์แล้ว
แต่ไอ้เรื่องไข่นี่สิ....ใช่มันยาก! ไม่น่าเชื่อ!
ทั้งใช้สารเคมีทำไข่แดงไข่ขาวแถมหล่อเปลือกห่อหุ้มแนบเนียน
ซ้ำยังเอามาทำกับข้าวต้ม ผัด แกง ทอด (หอมอร่อยในพริบตาคู่ครัวรสดี)
แต่ผมเชื่อว่ะ เชื่อจริง ๆ จัง ๆ ไม่ได้ประชดด้วยเอ้า! สาบานให้ฟ้าผ่าเมียตาย!
.
.
ผมลงทุน(ตรงไหน?)searchหาข้อมูลต่าง ๆ จนถึงขั้นได้ดูคลิปวีดีโอการทำไข่ปลอม
ที่เคยเผยแพร่ในรายการต่างประเทศ อืม....ทำได้จริง ทำได้แน่
ถ้าดูกันอย่างมึน ๆ ตามประสานักเรียนสายศิลป์ที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ติดลบ
แต่เดี๋ยวก่อน...ราคาขายฟองละยี่สิบสตางค์!
โอ้โฮ! การลอกเลียนแบบธรรมชาติยิ่งระดับMASTER PIECEอย่างไข่ไก่!
แถมใช้ปรุงอาหารได้จริง ๆ ! นี่ถ้าไม่ได้สาบานไปก่อนหน้านี้ไปแล้วว่าเชื่อ
อยากจะบอกว่า....ไม่เชื่อว่ะ! เอ้า...เดี๋ยวจะหาว่าจงใจวางแผนฆาตกรรมเมีย เชื่อก็ได้!
แต่ที่ขอไม่เชื่อก็คือพี่แกว่าราคาขายฟองละยี่สิบสตางค์!
.
.
เฮ้ย! ทำไมงานสร้างสรรค์ระดับรางวัลโนเบลมันถูกขนาดนี้วะ!
.
.
แล้วต้นทุนมันจะเท่าไรกัน! แล้วพี่แกทำกันได้วันละกี่พันฟองล่ะนั่น!
แล้วถ้าถามว่าทำไมต้องยี่สิบสตางค์ แพงกว่านี้ไม่ได้เหรอ?
คำตอบก็คือได้ แต่ไม่มากไปกว่านี้สักเท่าไหร่
เพราะราคาขายของไข่ไก่จริง ๆ ที่เมืองจีนมันก็ไม่น่าจะหนีบ้านเรา
ตกฟองละ2-3บาท (บางที่ว่าขายตามน้ำหนักก็มี)
ฉะนั้นราคาของไข่ปลอมมันก็ต้องถูกกว่าไข่จริงพอสมควรจึงจะฟังดูสมเหตุสมผลที่จะคุ้มทำ
.
แต่ไอ้ที่สมเหตุสมผลนั่นแหละ...
ที่กลายเป็นว่าทำให้มันดูไม่สมเหตุสมผลดังที่กล่าวมาข้างต้น
.
.
.
สรุปจากข้อมูลโดยรวมผมว่ามันขาดความน่าเชื่อถืออย่างแรง
แล้วที่ว่ามานั่นผมก็ไม่ได้คิดว่าข้อมูลที่ขาดความน่าเชื่อถือจะไม่สามารถเป็นจริงนะครับ
เรื่องไม่น่าเชื่อที่เป็นเรื่องจริงในโลกนี้มีอีกเยอะแยะทั้งที่เราค้นพบแล้วหรือยังไม่ได้ค้นพบ
.
.
แต่ที่น่าสนใจก็คือถ้าเป็นโดยตรรกะปรกติ ถ้าเราได้รับรู้สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ เหลือเชื่อ
ความรู้สึกแรกก็น่าจะเป็น"ไม่เชื่อ" จนกว่าจะได้พิสูจน์ วิเคราะห์ ไตร่ตรอง
หรือได้สัมผัสกับมันโดยตรงไม่ว่าจะทางวัตถุหรือทางจิตใจ
.
อย่างเช่นว่าถ้าผมบอกคุณว่า
.
"นายโตโต้ที่รูปไม่เคยหล่อแต่พอหลังเที่ยงคืนของทุกวันพระ
ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปละม้ายคล้ายคลึงกับโดม ปกรณ์ ลัม"
.
พอได้ยินพวกคุณก็คงไม่เชื่อกันแน่ ๆ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
.
ที่คุณไม่เชื่อกันเหตุก็เพราะมัน"ไม่น่าเชื่อ"
จนคืนวันพระที่คุณได้บังเอิญมาเห็นร่างจริงของนายโตโต้
คนจึงค่อยยอมเชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อนี้
.
.
.
คำถามก็คือ แล้วทำไมหลายคนถึงตัดสินใจเชื่อ
ในเรื่องต่าง ๆ ในทันทีที่ได้รับข่าวสาร(ที่เหลือเชื่อ)?
คำตอบแรกที่มักได้ยินกันก็คือ ก็พี่นสพ. พ่อโทรทัศน์ ป้าอินเตอร์เน็ต แม่วิทยุ น้องนิตยสาร ฯลฯ
หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือ"สื่อฯ"
เราถูกบ่มเพาะกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ว่า
"ข้อมูล" ที่สื่อฯประกาศแจ้งแปลว่า "ความจริง"
ทั้งที่มันไม่ใช่ ถึงมันจะดูน่าเชื่อถือ ถูกทำให้น่าเชื่อถือเพียงใด
.
แต่เราสามารถ"เถียง"ข่าวได้ ยังไม่ต้องรีบเชื่อเรื่องที่โทรทัศน์ประกาศได้
รับรองยุงไม่กัด ผู้ประกาศ คนเขียนสคริปต์ข่าว ไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง
.
นี่นับเฉพาะสื่อฯที่น่าเชื่อถือนะครับ สื่อที่ไม่น่าเชื่อถือทุกวันนี้ก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน
ไม่ว่าจะข่าวลือจากเพื่อนที่ทำงาน คนข้างบ้าน หลายยายแม้นลูกตาเหลา
ยิ่งมีคำโปรยประเภท "สายตรง-คนใน" ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ
รึไม่ก็แอบอ่านพวกคนเมาท์กันตามเวบบอร์ด ได้จากฟอเวิร์ดเมล์
เห็นจากบล็อกไอ้โตโต้มัน ฯลฯ
.
.
.
ทั้งหลายทั้งปวงล้วนถูกใช้เป็นคำอ้างของข้อมูลที่ตัวเองเชื่อ
นั่นประการหนึ่ง...
.
.
.
.
ประการต่อมาก็คือข้อมูลเหล่านั้นถ้ามันดันสามารถไปต่อยอดกับข้อมูลดั้งเดิมที่เรามีอยู่
เช่น เมืองจีนทำของปลอมเยอะ ค่าแรงก็โคตรถูก รัฐบาลก็เหมือนจะสนับสนุน
เคยรู้ว่าปลอมมันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า กระทั่งยาปลอมก็ทำกันได้
ดังนั้นแค่ไข่ปลอมมันเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ พอมีข่าวออกมาก็อ้าแขนเปิดหัวรับได้ทันที
ยิ่งมีหลักฐานยืนยันเผยแพร่จากแหล่งโน้นแหล่งนี้
เรื่องปลอม ๆ ก็กลายเป็นเรื่องจริงได้ไม่ยาก
.
.
ส่วนอีกประการที่สำคัญที่เป็นทั้งผลพวงและตัวแปร
ที่จะทำให้สิ่งที่เรารับรู้มาทั้งหมดนั้นเป็นจริงรึไม่
ก็คือ"ตัวเราเอง" ความ"อยากเชื่อ" ของเราเอง
.
.
.
.
มีคนจำนวนหนึ่ง...มากเสียด้วย
ใช้ข้อมูลอ้างอิงต่าง ๆ เพียงเพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้กับสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อเท่านั้น
.
แม้จะเป็นแหล่งข่าวที่"ไม่น่าเชื่อถือ"ขนาดไหนก็ตาม
หากมันมีข่าวสารข้อมูลที่คุณอยากเชื่อ พร้อมที่จะเชื่อ คุณก็จะ"เชื่อ"
.
ในทางตรงกันข้ามแม้จะเป็นแหล่งข่าวที่"น่าเชื่อถือ"ระดับไหนก็ตาม
หากมันประกาศข่าวสารที่คุณไม่ต้องการที่จะเชื่อ
ข่าวสารนั้นก็จะถูกผลักให้ไปอยู่ชิดขอบด้าน"ไม่เชื่อ"เสียก่อน
แล้วรอข้อหักล้างจากข้อมูลที่คุณอยากเชื่อเพื่อเบียดให้มันกระเด็นตกคลองไป
.
.
.
ความจริงจะว่าไปเท่าที่ผ่านมาในบรรดาเรื่องเหลือเชื่อที่เป็นข่าว
เรื่องไข่ปลอมนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่"น่าเชื่อถือ"ที่สุดเลยก็ว่าได้
ถ้าใครยังจำได้ก่อนหน้านี้เรามีทั้งหนอนเทพเจ้าเจลลดไข้
ทั้งไหว้ทั้งต้มดื่มกันอุตลุต มีรูปถ่ายติดจตุคามฯวิบวับน่าพิศวง
แล้วเมื่อหลายปีก่อนก็ยังมีช้างน้ำจิ๋ว
สุดมหัศจรรย์ขายกันตัวละหลายล้าน พระธุดงค์ป่างัดจากย่ามมาอวดกันก็มี
.
.
.
แล้วมันก็ผ่านไป.....
.
.
.
.
ความจริงไอ้เรื่องสิ่งเหลือเชื่อทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมด
ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โตอะไร
ผมไม่ใช่พวกต่อต้านไสยศาสตร์ตัวโก่ง หรือพวกวิทยาศาสตร์จ๋า
ในทางเดียวกันผมเชื่อในเรื่องศาสตร์ทั้งสองที่ว่ามาด้วยซ้ำ
ทุกอย่างมีวิธีคิดมีกระบวนการบางอย่างในเชิงลึกที่สอดคล้องต้องกันอย่างแยกลำบากและชวนศึกษา
ศาสตร์หนึ่งสามารถเป็นคำตอบของอีกศาสตร์หนึ่งได้อย่างไม่สามารถดูถูกกัน
และทั้งสองศาสตร์นี้ยังเป็นองค์ประกอบสำหรับศาสตร์อื่น ๆ
รวมถึงยังอยู่ปะปนอยู่กับคัมภีร์ทางศาสนาต่าง ๆ
.
.
.
.
.
แล้วถ้าจะถามว่าหากไม่ได้เห็นว่ามันสลักสำคัญอะไร
แล้วผมจะมาบ่นทำด๋อยเดื๊อกทำไม
ไอ้เรื่องไข่ปลอม หนอนวิเศษ โดยตัวมันเอง
คงไม่ใช่ปรากฏการณ์สำคัญที่จะส่งผลอะไรมากมายในสังคมนักหรอกครับ
เพราะอย่างไรก็ตามมันยังเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ทำให้เห็นจริงจนยอมรับกันได้
.
.
.
.
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มันมีข้อมูลผิด ๆ คลาดเคลื่อน บิดเบี้ยว อีกหลายอย่าง
ที่เคลื่อนไหวอยู่รายรอบ
ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยากจะพิสูจน์จริง-เท็จ
.
.
แม้จะพิสูจน์ได้ก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถที่ลึกซึ้งในหลายศาสตร์
ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ จิตศาสตร์ ไสยศาสตร์ รัฐศาสตร์ อภิปรัชญา พิชัยสงคราม ฯลฯ
แต่ความรู้ทั้งหมดที่มีก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
หากไม่มีหัวใจที่เปิดกว้าง มีทัศนคติที่เที่ยงธรรมเท่าเทียม
เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว
หากคุณมีอคติต่อด้านหนึ่ง แอบชื่นชมในด้านหนึ่ง
อย่างถอนตัวไม่ขึ้นและยากเปลี่ยนแปลง
ความรู้ความสามารถทัั้งปวงของคุณ
ยิ่งจะถูกใช้ไปในทางการสนับสนุนความชื่นชมและเกลียดชังของคุณ
.
.
.
.
.
ในทางยุทธศาสตร์การปล่อยข่าวสารล่อหลอกนั้น
ข่าวเท็จโกหกหลอกลวงที่น่ากลัวที่สุด
ยังคงเป็นข่าวลวงที่เจือด้วยความจริงเสมอ
ในบรรดากับดักหลุมพรางที่แนบเนียนที่สุด
ยังคงเป็นกับดักทางความคิดที่เราสร้างขึ้นล่อหลอกตัวเอง
.
.
.
.
"ความจริง"เดิมทีเป็นสิ่งที่เราอยากพิสูจน์ อยากรู้อยากเห็น
แต่ด้วยวิธีการที่ทั้งเหนื่อยยากและซับซ้อน ซ้ำเมื่อรับรู้เข้ามันยังไม่งดงามดังใจปรารถนา
"ความจริง"จึงถูกตัวเราเองนั่นแหละบิดเบือนปรุงแต่งล่อหลอกจนลืมเป้าหมายที่แท้จริง
.
.
.
.
.
ถ้าข้อมูลเป็นมหาสมุทรความจริงก็คือเข็ม คุณต้องงมหาเอาเอง
แต่คุณดำน้ำไม่เก่ง บ้างก็ไม่กล้าจะลงไปงมหาเอง เมื่อมีตัวแทนอาสาคุณก็ชื่นชม
แต่เข็มมันงมยากระหว่างดำลึกลงไปเรื่อย ๆ จิตใจก็ไหวหวั่นปรวนแปร
พอเห็นปลาการ์ตูนสีสวยก็งมขึ้นมาแทนแล้วบอกใครต่อใครว่าเจอเข็มแล้ว
คนบนฝั่งก็เฮกันไป...โอ้ว...ผู้กล้าไปงมเข็มมาแล้ว เข็มก็คือปลาการ์ตูนนั่นเอง....บูชา บูชา
.
.
.
แต่อาสาสมัครอีกคนที่ดั้นด้นดำลึกไปอีกหน่อย กลับได้ประการังงามเงิบมาแทน
จึงชูบอกใครต่อใครว่า"ประการัง"นี่ต่างหากเป็นเข็มไอ้นั่นมันมั่ว
คนบนฝั่งอีกส่วนก็เฮกันลั่นหาด
เข็มคือประการังนั่งเอง.....ชาบู ชาบู
.
.
เท่านี้ความขัดแย้งก็เกิด...เกิดจากความจริงผิด ๆ ของทั้งสองทาง
เพราะเราชอบที่จะรู้ความจริงแบบสำเร็จรูป
เพราะเราถูกกับดักทางทัศนคติของเราจับจนดิ้นไม่หลุด
เพราะอีโก้ที่ไม่ยอมลง ไม่ยอมรับ
ว่าหลายสิ่งที่คุณเคยเชื่ออย่างแข็งขันมันมีอะไรบางอย่าง"ไม่ถูกต้อง"
.
.
ยังคงพยายามหาใครหรืออะไรบางอย่าง
มาเป็นตัวแทนสิ่งที่คุณชอบ อยากให้มี อยากให้เป็น
.
.
.
.
.
สำหรับใครบางคนแล้วการจะทำใจยอมรับว่า
สิ่งที่เราเคยร้องตะโกนปกป้องเชิดชูมาตลอดมีด้านมืดดำน่ารังเกียจ
สิ่งที่เราเคยด่าทอสาปแช่งมาเนิ่นนานมีด้านงดงามที่น่าชื่นชม
มันคงจะลำบากยากเย็นเกินไป....
.
.
.
ดังนั้นการยึดมั่นทุกสิ่งไว้ดังเดิม ต่อสู้ต่อไป
หรือไม่ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย หวังว่าทุกอย่างมันจะเจือจางไปด้วยกาลเวลา....
จึงกลายเป็นทางออกที่ไม่ค่อยจะเข้าท่า(คือลอยห่างออกจากท่าเรื่อย ๆ )ที่มักปฏิบัติกัน
.
.
.
.
.
เอ้า! ชักจะเตลิดเพ้อเจ้อไปไกล วกกลับมาที่เรื่องไข่เสียหน่อย
ในวันที่ผมกำลังนั่งเขียนอยู่นี่ยังไม่มีการแย้งเรื่องไข่ปลอมออกมาจากสื่อใด ๆ
ซึ่งจะว่าไปอัตราการหน้าแหกของผมก็นับว่าเป็นเปอร์เซ็นต์สูง
หากจะมีการยืนยันจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและพิสูจน์ได้ว่า
ไข่ไก่ปลอมที่ว่าเป็นของที่มีการ"วางขายปะปนกันจริง"
.
.
.
.
.
แต่แหกก็แหกไม่เป็นไร ผมเป็นคนขี้สงสัยและไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าไข่ไก่นั้นจะถูกปลอมมาขายกันจริง ๆ ผมก็คงต้องยอมรับ
.
ถ้าข้อสังเกต ข้อสงสัยของผมผิดพลาด ก็คงต้องแอ่นอกอวบ ๆ นี่ยอมรับกัน
แมน ๆ อยู่แล้ว สงสัยผิดเรื่อง เชียร์ผิดทีม ให้โอกาสผิดคน ก็คงต้องกล้ารับและขออภัยกัน
.
.
.
.
.
แต่ก่อนจะยอมรับได้นั้นช่วยซื้อมาฝากกันสักหน่อยได้มั้ย?
อยากเอามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก และลองทำไข่เจียวทอดกินดูสักฟอง
อาจเอามาทำไข่ต้ม ไข่เค็ม หรือเหน็บทำพวงกุญแจก็น่าจะเก๋ไม่เบา
อย่าว่าแต่ฟองละยี่สิบสตางค์เลย
ผมให้ฟองละบาทก็ได้ ขอฝากซื้อสักร้อยสองร้อยฟอง...
.
.
แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นไข่ปลอม"จริงๆ"นะ
หากเอาไข่จริงมา"ปลอม"กัน ผมไม่ยอมด้วยนะเออ.
.
ปล.การพัฒนาไข่แดงเทียมจากธรรมชาติ คลอเลสเตอรอล0% เพื่อสุขภาพมีอยู่จริง
แต่ไม่ได้มีหน้าตาและเปลือกห่อหุ้มรวมถึงประสิทธิภาพอย่างที่เป็นข่าวอยู่
.
.
.
.
เขียนได้ใจมากค่ะพี่โตโต้
นี่แหละน๊าอิทธิพลของสื่อ
ที่ทำให้เรารบกันเองอยู่ทุกวัน
ที่น่ากลัวก็คือคนส่วนใหญ่ ยังรู้ไม่เท่าทัน "สื่อ" น่ะสิค๊ะ
#1 By n'o-kanok on 2009-07-25 15:20