เรื่องก็คือ เจ้าเพื่อนรุ่นน้องแถวบ้านที่สนิทกันมาบอกว่า
เพื่อนของเธอกำลังจะเปิดแกลลอรี่เล็ก ๆ ที่เชียงคาน
ได้มาชวนให้คนโน้นคนนี้ที่รู้จัก ช่วยเขียนรูปกันไปแสดง
แกยกเฟรมผ้าใบมาให้กองหนึ่งไปแจกจ่ายกัน พร้อมกำชับหัวข้อว่าเป็น
"กลิ่นของดอกไม้"
แน่นอนว่ามันถูกทิ้งไว้จนใกล้กำหนดเวลาตามฟอร์ม
และเมื่อใกล้มาก ความรับผิดชอบก็บังเกิด
เลยได้รูปประหลาด ๆ นี้มา
ตั้งชื่อให้ว่า "ดอกเมี้ยว"


จนเมื่อราวสัปดาห์ที่แล้ว น้องที่เปิดแกลอรี่ที่นู่นก็โทร.มาบอกว่า
มีแฟนหนังสือคนหนึ่งได้แวะเวียนผ่านมาพบเห็นเข้า
ด้วยความหน้ามืดอย่างไรไม่ทราบ แฟนหนังสือคนดังกล่าว
ได้แจ้งความจำนงค์อยากจะขอซื้อรูป เธอจึงโทร.มาเพื่อสอบถามราคากับผม
ผมก็ด้วยความประหลาดใจบวกกับความดีใจที่ยังอุตส่าห์เจอแฟนหนังสือในที่ไกลขนาดนั้น
แม้เดิมทีไม่คิดจะขายก็เถอะ กะเอามาติดโชว์ที่บ้าน
ก็เลยตัดใจขายเสียเลย โดยราคาที่ตั้งใจไว้เดิมทีก็คือ"ยี่สิบล้านบาท!"
แต่บังเอิญว่าตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี ความใจดีก็งอกเงย
เงินเล็กน้อยแค่ยี่สิบล้านจะเอาไปทำไม
สุดท้ายก็เลยขอมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ไป"ฟรี ๆ " ไม่คิดมูลค่า
โดยที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากัน
หลังจากนั้นอีกหลายวันผมก็ได้พบเจอกับน้องเจ้าของแกลลอรี่ที่ว่า
เธอยื่นโน๊ตเล็ก ๆ จากผู้ที่ได้รับงานผมไปมาให้ มีใจความดังนี้
อ่านดูแวบแรกก็ผิดหวังเล็กน้อยตั้งแต่คำว่าขอบคุณ"ครับ"พี่
อ้าว...ก็ผมคิดเอาเองมาตลอดนี่ว่าเป็นสาวน้อยน่าแฉล้ม ป๊่าดธ่อ...
แต่ถึงอย่างไรก็ดีใจมากจริง ๆ ที่ทำให้คนที่ได้รับมีความสุข
แถมมันยังจะได้เดินทางจากเลยไประยองอีกที
นับว่าเป็นผลงานที่น่าอิจฉาไม่เบา ที่ได้เดินทางจากภูเขาไปทะเล
แต่มาสะดุดตรงที่ลากเส้นสีชมพูไว้อีกที......นี่ นายเป็นแฟนหนังสือเราแน่ ๆ ช่ายม้ายเนี่ย.....
ไม่ได้มาเอางานเราไปทำฟืนแก้หนาวนา 5555....
....อ่ะ ย้อเย่น

#1 By I N N O C E N T ! ! ! on 2009-01-10 23:22