ยิ้มในคืนล้า (35ปีที่หายใจ)
posted on 09 Oct 2008 22:34 by myhead in MyMoment
ยิ้มในคืนล้า (35 ปีที่หายใจ)
หายหน้าหายตาจากการอัพบล็อกไปเกือบสองอาทิตย์
ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักจากเมื่อก่อนเก่า
เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมดันอัพเสียถี่ยิบ แทบจะวันเว้นวัน
รายวันก็มี วันเดียวสองเอ็นทรี่ก็เคยทำ
และในช่วงที่อัพอย่างหนักหน่วงนั่นแหละ
เป็นช่วงที่ผมควรจะทำงานอย่างแข็งขันที่สุด
แต่ก็กลับชะล่าใจ ปล่อยไหล ๆ เอื่อย ๆ ตามนิสัย
ทำให้ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมต้องชดใช้มันด้วยการทำงานหนัก
อย่างไม่ต้องการจะหลีกเลี่ยง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ผมไม่เคยต้องทนทุกข์กับการอดหลับอดนอนเลย
ถึงจะนอนดึกบ้าง นอนเช้าบ้าง
ผมก็จะพักผ่อนร่างกายตัวเองอย่างพอเพียงเสมอ
ถ้านอนไม่พอ ผมจะหงุดหงิดง่าย สมองตื้อ สิวปูด หนังตากระตุก
อย่าว่าแต่ความคิดสร้างสรรค์เลย
แค่ควบคุมตัวเองไม่ให้เป็นหมาบ้ายังลำบาก
ในทางตรงข้าม ถ้าได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
ผมจะเป็นคนที่น่ารัก อารมณ์ดีมาก ความคิด ไหวพริบแพรวพราว
ถึงจะมีบางคราวเอ๋อคิดอะไรไม่ออกไปบ้าง
แต่อย่างน้อย ผมก็จะสามารถจัดการกับความทุกข์ได้เป็นอย่างดี
และอดทนกับความงี่เง่าของคนบางจำพวกได้เป็นอย่างสูง
แต่ในเมื่อเป็นเวลาที่ต้องทำอย่างที่สมควรทำ มันก็ควรทำ
หลายวันที่ผ่านมาผมต้องอดหลับอดนอนทำงานข้ามคืนข้ามวัน
อย่างที่มนุษย์สปีชี่ส์ขี้เกียจอย่างผมไม่ได้ทำมาเนิ่นนาน
ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสว่างเป็นมืด จากมืดเป็นแดดเช้า
บางครั้งมันให้ความรู้สึก เหงา ๆ ล้า ๆ อย่างบอกไม่ถูก
ราวเจ็ดปีก่อนที่ผมตัดสินใจจะลงมือทำหนังสือด้วยตนเอง
แทนการส่งให้กับสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ จัดการ
แม้จะยังมีผู้สนใจติดต่อมาอยู่เนือง ๆ ผมก็ยังไม่กล้ารับปากเป็นมั่นเหมาะ
ไม่ได้ว่าหยิ่งยโส หรือทะเยอทะยานใด ๆ ทั้งสิ้นอย่างแน่นอน
ตรงกันข้าม ผมชอบให้มีคนมาจัดการกับชีวิตผมเสียด้วยซ้ำ
มาจัดระบบ จัดตาราง ทวงถามตามตื๊อ ผมจะรู้สึกดีมาก
เพราะนอกจากความกังวล ความไม่แน่ใจ
ว่าเขาจะยังอยากได้งานเราอยู่รึเปล่า?
ความสามารถเรื่องการจัดการอะไรก็ตาม
ที่มันเกี่ยวข้องกับระเบียบแบบแผนของผม
ยังมีต่ำกว่ามาตรฐานอยู่พอสมควร
แค่การต้องกรอกเอกสารทางธุรกิจหรือราชการอะไรบางอย่างที่ดูธรรมดา ๆ
ก็อาจทำให้ความเครียดผมพุ่งปรี๊ดได้ทันที เงอะงะงุ่นง่านได้ทันใด
แต่เหตุผลที่ผมมาลงมือทำหนังสือด้วยตนเองเพียงลำพัง
“เพราะผมอยากเป็นผู้จัดการกับความคิดถึงด้วยตนเอง”
ฟังดูงง ๆ เจือกลิ่นอายตอแหลใช่มั้ยครับ?
แต่หากใครที่เคยออกหนังสือของตัวเองตั้งแต่หนึ่งเล่มขึ้นไป
...............คงเข้าใจดี
สมัยก่อนเวลาผมได้ยินบรรดา ศิลปินนักร้องนักแสดงทั้งหลาย
รวมถึงได้อ่านข้อความจากนักเขียนหลายท่าน
ที่พูดถึงความคิดถึงที่มีต่อ ผู้ชม ผู้ฟัง และผู้อ่านของเขา
ผมไม่เพียงไม่เชื่อ แต่ออกจะหมั่นไส้ในความตอแหลอยู่พอควร
แหม.....คนไม่เคยเจอกัน ไม่เคยรู้จักกัน....
“มึงจะมาคิดถึงกูได้ไง?” (ถึงกูจะคิดถึงมึงก็เถอะ)
แม้ถึงวันนี้ก็ตาม ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าความคิดถึงเหล่านั้นมีจริงรึเปล่า?
ในบรรดานักร้องนักแสดงทั้งหลาย เพราะยังไม่เคยเฉียดกรายไปเป็น
แต่ผมรู้แน่ชัดแล้วว่า ความคิดถึงของผู้เขียนและผู้อ่านที่มีต่อกัน...มีจริง
ฟันธง!....เอ๊ย...เดี๋ยวนี้ต้อง....คอนเฟิร์ม
เวลาคิดถึงเราก็อยากเจอ....
แต่มิตรภาพและความคุ้นเคยระหว่างกัน
มันไม่ใช่เรื่องของตัวผู้เขียนกับตัวผู้อ่าน
แต่เป็นความรู้สึกของผู้อ่านกับผลงานของผู้เขียน
ดังนั้นใช่ว่าพอคิดถึงกัน ก็จะตีตั๋วรถทัวร์ไปเจอกันเลยได้
แต่มันหมายถึงการส่งความคิดถึงผ่านผลงานของเขาออกไป
สำหรับนักอ่าน คงจะกล่าวได้ว่า
“ถ้าเธอไม่เขียน ฉันก็จะไม่เห็นตัวเธอ”
และสำหรับนักเขียนเองนั้น ก็พอจะพูดได้ว่า
“ถ้าเธอไม่อ่าน ฉันก็จะไม่มีตัวตน”
ใครจะว่าเลี่ยนว่าหวาน ก็ไปฝานแตงกวามากินแกล้มกันเองแล้วกัน
ตลอดชีวิตของการเขียน การทำหนังสือที่ผ่านมา
ผมจำได้ว่าไม่เคยเร่งรัดให้สามารถออกหนังสือให้ทันงานหนังสือใด ๆ เลย
เรียกว่าเร่ง ก็เร่งหลอก ๆ ทันก็ดี ไม่ทันก็ช่าง
แต่พอมาครั้งนี้กลับเป็นปรากฏการณ์พิเศษ
ผมพยายามที่จะรวบรวมกำลังที่มี ออกหนังสือให้ทันงานที่จะถึง
แน่นอนว่าทางธุรกิจย่อมมีผลอย่างยากปฏิเสธ
แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่จะดึงเอาความขยันออกมาจากตัวผมได้
แต่กลับเป็นความคิดถึงที่มีเรี่ยวแรงมากกว่า
เพราะสำหรับผู้ที่ทำงานอย่างอิสระ
โดยไม่มีใครสามารถมาสั่ง มาชี้ ขีดเส้นตายได้
ความมีวินัยที่ขาดแคลนย่อมกระทบไปถึงกำหนดการเสร็จสิ้นของงาน
การมีงานมหกรรมหนังสือเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง
ที่ผมคิดว่าน่าจะหลอกใช้มันเป็นกำหนดการได้เป็นอย่างดี
คำที่ผมบอกว่า “จัดการกับความคิดถึงด้วยตนเอง” นั้น
มันก็จะมามีผลเอาตอนนี้
สำหรับคนทำงานเขียนไร้อันดับ
และไม่ได้มีผลประกอบการทางตลาดมากมายอย่างผม
จึงมิอาจหาญกล้าไปเจรจาต่อรองในเรื่องรายละเอียด
ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ กับสนพ.ดัง ๆ ทั้งหลาย
เพราะโดยส่วนตัวผมมักจะใช้สัญชาติญาณและความรู้สึก
ในการที่จะออกหนังสือสักเล่ม
คนใกล้ตัวมักจะได้ยินผมพูดถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ เวลาออกไปเดินเล่นด้วยกัน
เช่น “วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าสีสวย อยากให้คนได้อ่านหนังสือเราจัง”
“ลมเย็นพัดมาแล้ว อยากออกหนังสือตอนนี้จัง”
“ช่วงนี้เหงา ๆ คิดถึงหนังสือตัวเองจัง”
.........ฟังดูงี่เง่าใช่มั้ยครับ?
แต่ผมก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ
ดังนั้นผมก็ควรจะจัดการกับมันด้วยตนเอง
แทนที่จะไปบอก บก.ว่า
“พี่ครับ พิมพ์หนังสือผมออกมาตอนนี้เลยได้มั้ยครับ
วันนี้เมฆขาวเป็นปุยเลย...”
คงจะไม่ได้ถูกหาว่าเป็นบ้าเสียทีเดียว แต่ออกจะแนวหมั่นไส้มากกว่า
แต่การทำทุกอย่างด้วยตนเอง
สำหรับคนที่มีทักษะการปฏิบัติในหลาย ๆ เรื่องต่ำอย่างผมนั้น
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หลายคนอาจจะยังไม่รู้
ว่าผมมีทักษะในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่ำมาก
งานการ์ตูนของผม ผมมักจะใช้ขั้นตอนของมือทำแทบทั้งหมด
มีเพียงต้องแสกนลงคอมพิวเตอร์ ใช้การทีสีในโปรแกรมโฟโต้ช็อปเท่านั้น
และผมก็ใช้ความสามารถของโฟโต้ช็อปได้ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ
ความจริงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ที่ผมเพิ่งรู้ว่า โฟโต้ช็อปสามารถที่จะ step backward
คือแก้ไขถอยหลังได้หลายครั้ง
นึกว่ามันundoได้เพียงครั้งเดียว
ฉะนั้นเรื่องอื่น ไม่ต้องพูดถึง
กับงานเขียนยิ่งแล้วใหญ่
ผมเคยออกนิยายความหนาสองร้อยกว่าหน้ามาแล้ว(ปีศาจหัวโต)
โดยที่ผมพิมพ์แบบสัมผัสไม่เป็น
ต้องใช้นิ้วชี้เพียงสองนิ้วคลำหาตัวหนังสือเอา
บางทีพิมพ์อยู่นาน พอเงยหน้ามาดู กลายเป็นตัวยึกยือ....แทบลมใส่
แล้วผมก็ยังจัดหน้าไม่เป็น แม้จะทำหนังสือมาเกือบสิบเล่มแล้วก็ตาม
ผมไม่เข้าใจเรื่องทำlinkไฟล์ภาพเสียด้วยซ้ำในการทำการ์ตูนเล่มแรก ๆ
เล่นผนึกภาพลงไปในpage makerเลย
บางทีรูปสองร้อยกว่าหน้า เปิดทีสิบแปดชาติ
แม้แต่การจัดหน้าตัวหนังสือผมก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง
หลายครั้งที่นั่งเคาะมันอยู่หน้าเดียวทั้งคืน
เพียงเพื่อให้บรรทัดมันเสมอกันอย่างที่ต้องการ
ความจริงมาครั้งนี้ผมคิดว่าควรจะพึ่งพาใครในการทำตรงนี้เสียที
แต่ก็ยังติดนิสัยที่จะอ่านทวน เน้นจังหวะ
และตรวจแก้อีกหลายรอบ ในขณะจัดหน้า
เวลาโทร.ถามผู้ที่เชี่ยวชาญ
ผมก็มักจะได้คำตอบมาเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว
ซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่อง
ครั้นพอมีผู้มาปรึกษาเรื่องขั้นตอนการทำหนังสือ
ผมก็มักจะใบ้กิน
จนถูกค่อนขอดว่าไม่เต็มใจช่วย ผ่านงานมาตั้งเยอะแยะ ไม่รู้ได้ยังไง
ผมคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ไกลจากนี้
ผมอาจจะต้องเลือกระหว่างการศึกษาเรื่องทางเทคนิคให้แตกฉานพอเข้าใจ
หรือไม่ก็ยกกระบิงานทั้งหมดไปเสนอ ให้ใครสักคน ในที่ไหนสักที่
ที่รักและเข้าใจในงานของผมเสียที
ผมทำงานมานานโดยที่ไม่รู้จักใครในแวดวงนักเขียนเลย
เพิ่งมาคุ้นเคยกับคนอื่น ๆ บ้าง ก็ในช่วงสองสามปีหลัง
ผมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกคอกในแวดวงอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะนักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนงานวรรณกรรมที่เป็นตัวหนังสือ
สำหรับนักเขียนการ์ตูนเอง
ผมขาดความสอดคล้องในแง่ของความคลั่งไคล้
ผมไม่ได้ตามอ่าน หรือลุ่มหลง ในความเคลื่อนไหว ของการ์ตูนมานานแล้ว
ยังจมอยู่กับความรู้สึกของการ์ตูนเก่า ๆ ที่เคยอ่านสมัยเด็ก ๆ
ตามไม่ทันความทันสมัยของเรื่องราวในยุคปัจจุบันเสียเท่าไร
ผมไม่ได้มีรูปวาดหวือหวาน่าตื่นเต้นอะไรให้ชมกัน
แม้จะเรียนศิลปะมานับสิบปีทั้งจากโรงเรียนอาชีวะ
และมหาวิทยาลัยของรัฐมาอีกสองแห่ง
ชนะการประกวด ได้ลงตามนิตยสารมาบ้างตั้งแต่สมัยม.ต้น
เคยได้รางวัลจากการออกแบบ และเขียนรูปในสมัยเรียนมาอยู่บ้าง
จำได้ว่านั่งเพ้นท์รายละเอียดของเสาวัดโพธิ์ด้วยสีน้ำจนตกใจตัวเอง
นั่งดรออิ้งเปลือกไม้ จนเห็นพื้นผิวระยับแตกลาย
แต่ทั้งหมดก็ถูกเจือจางไปกับกาลเวลา ไปกับเรื่องราวอื่น ๆ ในชีวิต
ทุกวันนี้ในการทำงานของผม ผมเพียงแค่รู้ว่า
ผมจะเล่าเรื่องอะไร เล่ายังไง
การเคลื่อนไหวของฉากและตัวละครต่าง ๆ
สามารถเคลื่อนความรู้สึกของคนไปได้แค่ไหน
จนบางครั้งดูง่าย ๆ และไร้รสนิยม
ซึ่งเอาเข้าจริง เท่านี้...ผมก็พอใจ
กับบรรดานักเขียนงานวรรณกรรมยิ่งแล้วใหญ่
ผมมีความรู้สึกว่าคนพวกนี้ “เจ๋ง”
หรืออย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองเจ๋ง
ไม่กล้าที่จะเข้าไปพูดคุยทักทาย แนะนำตัวเสียด้วยซ้ำ
ผมไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะพูดอะไรยาก ๆ ที่ผมฟังไม่รู้เรื่องรึเปล่า?
หรือเขาจะดูแคลนจิตวิญญาณอันต้อยต่ำของผมไหมนะ?
มาวันนี้ผมมีผลงานของตัวเองมาพอสมควร
แม้จะยังไม่ถึงเศษส่วนของความนึกคิด
แต่ก็ถือว่าได้ก้าวมาในระดับหนึ่ง
มีแฟนกลุ่มเล็ก ๆ มีคนรักงานของเรากลุ่มน้อย ๆ
ได้เป็นแรงบันดาลใจของใครสักคน
มีคนแอบหมั่นไส้บ้าง ริษยาอย่างโจ่งแจ้งบ้าง
ก็นับว่าวันเวลาที่ผ่านมา ไม่สูญเปล่าเสียทีเดียว
ทุกวันนี้ผมทำงานเหมือนคนทำขนมปังในชนบทอันห่างไกล
เสาะหาวัตถุดิบด้วยตนเอง ใช้เวลาหมักแป้ง
ทดลองสูตรจนเป็นที่พอใจ
และเมื่ออบออกมาร้อน ๆ สด ๆ ใหม่ ๆ
ก็อยากจะให้ลองชิมกันทันที
แม้กลิ่นหอมของมันจะไม่ขจรขจายไปไกลถึงในตัวเมือง
รูปร่างหน้าตามันอาจจะไม่ดูหรูหรา
แต่ผมก็เชื่อว่าขนมปังของผม
ก็น่าจะพอทำให้นักเดินทางที่หิวโหยอ่อนแรง
ได้อิ่มอุ่น และมีเรี่ยวแรง
พอที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายของตนเองต่อไป
หลาย ๆ ครั้งที่ผมถามตัวเองว่า ผมยังทำงานอยู่เพื่ออะไร?
ชื่อเสียง? เงินทอง?
ไม่ใช่แน่ ๆ
ผมเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะปานกลาง
เรียนหนังสือพอใช้ถึงดี
ไม่เคยเป็นหัวโจก แต่ก็ไม่เคยถูกรุมรังแก
ไม่ซ่า แต่ก็ไม่กลัว
มันน่าจะเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผมไม่ค่อยกระหายการยอมรับเท่าไร
ไม่ต้องการสิ่งใดมายึดเหนี่ยวจิตใจตัวเองเหมือนใคร ๆ
อาจจะเพราะผมยอมรับและพอใจในตัวเองในระดับหนึ่งแล้วก็ได้
ผมไม่ได้มีความต้องการกระเหี้ยนกระหือรือใด ๆ ที่จะมีชื่อเสียงเลย
แค่เพียงอยากให้นักอ่านของผมได้รู้จักหน้าค่าตากัน ทักทายกัน
เหมือนผมเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่มีอาชีพแตกต่าง
ไม่ต้องรู้สึกเกร็ง ๆ เขิน ๆ เวลาเจอกัน
เหมือนที่ผมเคยรู้สึกเวลาอยู่ต่อหน้าบรรดานักเขียนดัง
ที่มีหน้า มีชื่อ ออกโทรทัศน์หรือลงนิตยสารบ่อย ๆ
สำหรับเรื่องเงินทอง แน่นอน ผมอยากมีเยอะ ๆ
ไม่ต้องถึงกับซื้อทีมฟุตบอลได้
แต่อยากมีตังค์กินของอร่อย ๆ เข้านั่งร้านหรู ๆ ไม่ต้องกลัวจน
มีเงินพอจับจ่ายซื้อหาสิ่งที่อยากได้ตามกิเลสนำพาบ้าง
แล้วถ้าถามว่าแล้วหากมีเงินสักพันล้านแล้วผมจะทำอะไรต่อไป
... เยอะแยะครับ......
แต่ ที่แน่ ๆ ผมก็ยังจะเขียนหนังสือ และวาดการ์ตูนต่อไปอยู่ดี
ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะพอบอกได้ว่า
ผมไม่ได้ทำงานทุกวันนี้เพื่อแลกกับเงินเสียทีเดียว
เพียงแต่เงินเป็นสิ่งจำเป็นที่ผมควรจะต้องมี
และก็เป็นเรื่องสมควรที่ผมน่าจะได้รับ
เพื่อเป็นต้นทุนของชีวิตในการทำงานต่อไป
ดังนั้นถ้าจะสรุปเรื่องจะทำงานไปเพื่ออะไร?
ไม่รู้ครับ? ไม่รู้จะสรุปไปทำไม?
ช่วงการทำงานที่ผ่านมานอกจากที่ผมจะต้องประสบกับปัญหาสารพัน
อย่างที่พอจะเตรียมใจไว้ได้
ตั้งแต่รวบรวมงาน เขียนงาน จัดทำอาร์ตเวิร์ค
ดูปก รูปเล่ม ตลอดจนติดต่อหาโรงพิมพ์ ประสานกับฝ่ายจัดจำหน่าย
ขอหมายเลขจากหอสมุดแห่งชาติ ปล้นธนาคารเพื่อหาเงินมาวางมัดจำ ฯลฯ
แต่ปัญหาที่ไม่ได้คาดถึงมันก็ต้องมีมา อย่างที่คาดถึง
(แล้วตกลงมึงจะคาดถึงหรือไม่ถึง..บ๊ะ)
โรคกระเพาะกำเริบต้องปวดท้องซมอยู่หลายวัน
โรคลมพิษที่จู่ ๆ ก็ขึ้นคันคะเยอไม่มีสาเหตุเต็มทั้งตัว
ทรมานจนทำงานไม่ได้
กินยาแก้แพ้แก้คัน ก็สลบเหมือดเสียงานเช่นกัน
แฟนผมที่กำลังเคร่งเครียดยุ่งเหยิงกับงานของแก
ซึ่งมันก็มาปะทะกับช่วงเวลาอันบ้าคลั่งของผมเช่นกัน
เครื่องปริ๊นเตอร์ที่หมึกหมดยามค่ำคืน
และกินกระดาษติดขัด ตอนที่แมสเซนเจอร์มารอรับงาน
น้องชายของพี่ที่รู้จักกันมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางมอร์เตอร์ไซคล์
...... ทั้งหมดทั้งปวง แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจโดยตรง
จำได้ว่ามีอยู่ค่ำคืนหนึ่งขณะที่เริ่มล้าทั้งสมองและกาย
กับกองงานตรงหน้า งานที่ผมรักแสนรัก....
แต่ความหลากหลายของวงจรครอบคลุมที่ผมต้องรับผิดชอบนั้น
มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยและอยากหาใครสักคนที่พอพึ่งพาได้....
พอครั้นรุ่งสาง เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย
แม้ร่างกายจะล้าตึง แต่หัวใจผมกลับอิ่มเอม
และยิ้มภูมิใจให้กับตัวเองที่โรยแรง
ใครที่พอรู้จักผมจะรู้ว่าโดยเนื้อแท้ผมเป็นคนสบาย ๆ ไม่รีบไม่ร้อน
ไม่ชอบความยุ่งยาก....ซ้ำยังไม่สู้งานหนัก
แต่อย่างที่บอกข้างต้น “เมื่อถึงเวลาที่ควร มันก็เป็นเวลาที่สมควร”
ปีนี้ผมอายุ 35 ปีแล้ว ฟังดูน่าตกใจ
เพราะในชีวิตผมไม่เคยอายุมากขนาดนี้มาก่อนเลย
ถึงจะไม่นากนักแต่ก็พอที่จะมองเห็นคืนวันที่ผ่านพ้นไปของกระแสหลากหลาย
ยิ่งบวกกับความเป็น “คนนอก” ทำให้ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจน
กระแสที่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา
มักจะข้องเกี่ยวกับเรื่องของรสนิยม และอุดมการณ์เสียเยอะ
ทำให้ยิ่งแปลกใจว่า เหตุใด “รสนิยม” และ “อุดมการณ์”
ถึงยังถูกพัดพาในคลื่นกระแส
การที่ผมใช้ชีวิตไม่ได้เคลื่อนไปกับกระแสมากนัก
ภาพรอบข้างที่ไหลผ่าน บางครั้งจึงมีเพียงเสียงอื้ออึงและเงาวูบไหว
ไม่สามารถกำหนดรู้ได้ ว่าควรจะออกก้าวเดินไปเมื่อใด ในทิศทางไหน
จึงได้แต่เพียงใช้สัญชาติญาณ และความรู้สึกที่ว่า “ถึงเวลาที่สมควร”
และในที่สุดวันนี้ก็ดูเหมือนจะผ่านทุกอย่างมาได้
อย่างน้อยก็ในระดับความรับผิดชอบของผมล่ะ
มาถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นหนังสือเลย
เพิ่งส่งไฟล์งานไปเมื่อวาน
เพิ่งดูปรู๊ฟปกไปเมื่อบ่าย
กังวลนิด ๆ ตื่นเต้นหน่อย ๆ
ที่แน่ ๆ คือหนังสือคงจะไม่เสร็จทันไปวางในช่วงวันแรกของงาน
แต่โรงพิมพ์รับปากว่าจะเป็นวันอังคาร อย่างช้าไม่เกินวันพุธ กลางงาน
ซึ่งแน่นอน ผมก็น่าจะเห็นตัวเป็น ๆ ของทั้งสองเล่ม
พร้อมกับคุณผู้อ่านในวันนั้นเลย
ถ้าว่าง ๆ มาตื่นเต้นหน่อย ๆ .....ด้วยกันมั้ยครับ?
----------------------------------------------------------------------
************เนื้อที่โฆษณา ควรใช้วิจารณญาณ***********
งานนี้ผมมีหนังสือใหม่สองปกครับ
“ปรากฏการณ์ธรรมดา ภาคฤดูร้อน”
เล่มนี้ให้คำจำกัดความยากเหมือนกัน
ชุดแรกมันเป็นการ์ตูนรัก
ที่ปนกับเรื่องราวของความเชื่อ ปาฏิหาริย์ และครอบครัว
โดยแบ่งการนำเสนอเป็นสามองค์ และบทปิดท้าย
ที่ผมชอบมากอีกหนึ่งตอน ประกอบด้วย
การเดินทางของฤดูร้อน[summer parade]
คำอวยพรจากเทพเจ้า[face of god]
ผู้เฒ่าแห่งปาฏิหาริย์[tought about the mirage]
ปรากฏการณ์ธรรมดา[ballad&sheet]
รวมการ์ตูนสั้นที่เคยตีพิมพ์ไปแล้วในอดีต(แต่แทบไม่มีคนรู้จัก)
อีกหกตอน
นาฬิกาสองเรือน
BLUE SKY
HERO
K.Y.toon
นิทานงี่เง่า
การ์ตูนที่จะมีภาคต่ออีก
เพนกวินแห่งโป๊ะโกะ
และเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้อีกสองตอน คือ
ชายหนุ่มผู้ขลาดเขลา[the man who comes with sunshine]
หญิงสาวผู้เศร้าโศก[the woman who cries for flowers]
รวม256หน้าครับ ปกเป็นแบบหุ้มแจ็คเก็ต (เป็นครั้งแรกที่ทำ)
“ความน่าจะแมว”
ส่วนเล่มนี้ ผมยิ่งอธิบายไม่ได้ใหญ่
แม้หลายคนจะเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับเจ้าแพนด้ามาบ้างแล้ว
แต่เรื่องราวมันไม่ได้หยุดแค่นั้น ดันถูกใส่เพิ่มเติมมาอีกสิบตอน
รวมเป็นทั้งหมดสิบเก้าตอน
รวมถึงการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาเก่าด้วย
บวกเพิ่มกับการ์ตูนแก๊กอีกสิบห้าตอน
และรูปภาพไม่ค่อยน่าดูของแมวอีกประปราย รวม192 หน้า
รูปเล่มมีขนาดเล็กกว่าหนังสือผมตามปรกติ(สูงเท่าเดิมแต่แคบลง)
คือมีขนาดพกพาหรือที่บางคนเรียกว่าHAND BOOK
(เป็นครั้งแรกที่ทำเช่นกัน)
เล่มนี้ผมบอกได้เลยว่าขยะวรรณกรรมชัด ๆ
เป็นผลงานที่ชั่วร้ายมาก บ้าบอ ก้าวร้าว วิตถาร ไร้ยางอาย
และมันยังทำให้ผมเหนื่อยมาก
ขนาดตอนตรวจทาน อ่านดู บางครั้งยังอดมีอารมณ์ไม่ได้
บางตอนอ่านแล้วถึงกับหัวเราะเหยียดหยามตัวเองเสียงดัง
บางตอนร้องไห้กระซิก เสียใจที่ต้องทำงานอย่างนี้ออกมา
อย่าไปอ่านเลยครับ ถึงมันจะ “โคตรสนุก” เลยก็ตาม
และนอกจากนั้นก็ยังมีหนังสือเก่าครบทุกปกครับ
ค่าความสุขที่ถูกกว่าค่าโทรศัพท์มือถือและซีดีเพลงมีดังนี้
หัวแตงโม ซีกที่1(ชมพู) ปก 125 ลดเหลือ 100 บาท(เหลือน้อย)
หัวแตงโม ซีกที่2(ฟ้า) ปก 125 ลดเหลือ 100 บาท
หัวแตงโม ซีกที่3(เหลือง) ปก 135 ลดเหลือ 100 บาท
หัวแตงโม ซีกที่ 4(เขียว) ปก 155 ลดเหลือ 120 บาท
หมูบินได้ ปก 135 ลดเหลือ 100 บาท
ปีศาจหัวโต ปก 150 ลดเหลือ 100 บาท
ปรากฏการณ์ธรรมดา(ฤดูร้อน) ปก 165 ลดเหลือ 140 บาท
ความน่าจะแมว ปก 140 ลดเหลือ 120 บาท
ใครซื้อเหมา แปดเล่ม จากราคา 1130 เหลือ 880 บาท ผมขอกอดที
แต่ถึงไม่ซื้ออะไรเลยผมก็ให้กอดอยู่ดี(แต่ห้ามล้วงตับ)
เจอกัน(กับหนังสือ)ได้ที่
บู๊ธ Alternative Writer N 07 โซน C 1
บู๊ธ Book Café E 01 โซนแพลนนารี่ฮอลล์
บู๊ธ บลูสเกล M 16 โซน C 1
บู๊ธ Mars Publishing O 29 โซน C 1
บู๊ธ วารสารหนังสือใต้ดิน P 11 โซน C 1
บู๊ธ FULL STOP K 06 โซนแพลนนารี่ฮอลล์
บู๊ธ TMCX N 43 โซน C 1
ส่วนเจอกัน(กับผม) ก็เหมือนเดิมครับ
ผมไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ได้แต่อาศัยตีซี้ไปยืนหน้ามึนตามบู๊ธคนอื่นเขาโดยที่ไม่ได้รับเชิญ
บางทีพอคนเยอะ หรือเจ้าของบู๊ธเริ่มรำคาญ ผมก็ต้องถอยออกมา
อยากให้เซ็นต์หนังสือก็ยื่นให้เซ็นต์เลยนะครับ
ตอนนี้ผมไม่กล้าเสนอตัวแล้ว บางคนผมทำท่าจะเซ็นต์ให้วิ่งหนีไปเลยก็มี
หมดความมั่นใจเลยนะนั่น
ปล.หมดตูดกันแน่เลยใช่มั้ยครับ ผมไม่เห็นใจหรอกครับ
ซื้อหนังสือไปอ่าน ซื้อไปเลย
แต่อย่ามาซื้อเก็บเอาเท่ เอากระแส(ผมเคยทำบ่อย)
แล้วสี่ชาติผ่านไปไม่เคยแตะ สงสารหนังสือและเสียดายเงินแทน

#1 By V@R on 2008-10-09 22:41