---แพนด้า ตอนที่ ๔---
posted on 20 Jul 2007 17:17 by myhead in MyCat.
.
แพนด้า ตอนที่๔
.
.
ชะตาแมว
.
.
ยิ่งเร็วก็ยิ่งช้า
ใจยิ่งอยากให้ถึงที่หมายเร็วเท่าไร
ก็ดูเหมือนหนทางมันจะยาวไกลกว่าที่เคย
ใจยังไม่อยากถึงที่หมาย
มันก็มักจะมาถึงไวกว่าที่คาด
ใจเรานี่เองที่เป็นผู้ควบคุมเวลาที่แท้จริง
ไม่ใช่นาฬิกาหรืออัตราความเร็วที่โลกหมุนรอบตัวเอง
ผมไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าเวลานั้นใจผมเป็นอย่างไร
...หัวสมองว่างเปล่า...
.
แต่มือขวาที่บิดมอร์เตอร์ไซคล์ Honda Giorno 50 cc
จนหมดปลอกนั้นเป็นสัญญาณบอกให้ผมรู้ว่า ผมกำลังรีบ
ในขณะที่อีกมุมในใจบอกให้ผมช้าลง
จนกว่าจะได้คำตอบที่แน่ชัดในหัวใจ
แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วในความคิด
มันก็ต้องมาถึงจนได้ในความจริง
ผมเลี้ยวมาจนถึงซอยแคบแห่งนั้นในเวลาต่อมา
ซอยเล็ก ๆ ที่รถเก๋งสวนกันได้อย่างยากลำบาก
เวลานี้มีรถวิ่งผ่านไปมาบ้างประปราย
เย็นย่ำเต็มที แม้พระอาทิตย์ยังไม่ลับแสง
แต่เมฆฝนทะมึนที่แผ่คลุมไปทั่วท้องฟ้า
ทำให้บรรยากาศดูอึมครึมไม่น้อย
ผมนำรถเข้าเทียบจอดชิดกับฝั่งตรงข้าม
ด้วยเกรงว่าเสียงของเครื่องยนต์จะทำให้
เจ้าเหมียวน้อยตัวนั้นตื่นตระหนก
เราสองคนเดินข้ามมาอีกฝั่งนั่งจด ๆ จ้อง ๆ บริเวณพุ่มไม้
เพียงชั่วสองพริบตาเราก็พบกับเจ้าแมวมอมแมมตัวนั้น
ระยะระหว่างมันกับเราสองคนเวลานี้ห่างกันไม่เกินสองฟุต
ติดก็แต่ตรงกลางมีรั้วลวดหนามขึงขวางอยู่
และรอบบริเวณยังเต็มไปด้วยกิ่งและลำต้นที่เต็มไปด้วยหนาม
ใบของมันขึ้นรกบดบังหนามบางส่วนราวกับล่อให้คนมาติดกับ
บริเวณพื้นภายในรั้วลวดนั้นก็ยังเต็มไปด้วยกิ่งหนามระเกะระกะ
สิ่งมีชีวิตร่างผอมคล้ายมีเพียงหนังที่มีขนสีขาวดำสกปรก
ห่อหุ้มซีโครงอยู่
ร่างของมันยืนโงนเงนและสั่นอยู่ตลอดเวลา
แววตาของมันเต็มไปด้วยความดุร้าย
ที่แฝงความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ
ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตหน้าไหนทั้งสิ้น
มันส่งเสียงร้องแหบห้าวไม่คล้ายเป็นเสียงแมวเลยสักนิด
ผมฉีกกล่องโฟมออกด้านหนึ่ง จัดแจงเทนมที่เตรียมมาลงไป
ก่อนพยายามยื่นถาดโฟมนั้นผ่านรั้วลวดและดงหนามเข้าไปใกล้เจ้าแมวน้อย
ทันทีที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปใกล้
เจ้าแมวน้อยก็ทำท่าหวาดกลัวขึ้นมาทันที
มันส่งเสียงแตกพร่าคล้ายข่มขู่ พร้อมเดินถอยหลังอย่างทุลักทุเล
มันชะงักเท้าทุกครั้งก่อนจะค่อย ๆ วางลงบนพื้น
แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเท้าของมันสัมผัสกับหนามที่เรี่ยระพื้นอยู่
ลำตัวของมันก็ขยับเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก
จากหนามที่พาดพันกันไปมา
ผมตัดสินใจขยับกล่องโฟมที่วางเอียงบนพื้นดินรก
ให้อยู่ในระดับที่มันสามารถกินได้สะดวกที่สุด
ก่อนจะดึงมือกลับมาพร้อมกับขยับถอยห่าง
พอที่จะทำให้มันรู้สึกปลอดภัยขึ้น
นั่งยอง ๆ คอยอยู่ตรงนั้นสักพัก
มันก็ค่อย ๆ พาร่างทรุดโทรมของมันเข้ามาใกล้ถาดนม
สลับกับคอยลอบมองมาที่เราสองคน
เสียงจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งผ่านมา
ทำให้มันชะงักถอยหลังไปอีกนิดหนึ่ง
รออยู่สักพักอาจจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น
หรือทนความหิวโหยไม่ไหว
มันก็ค่อย ๆ ย่องคลานมาใกล้ถาดนม
มันดื่มกินอย่างหวาดระแวง
และดูจะไม่สะดวกสบายนักจากมุมของถาดโฟม
กับตำแหน่งที่มันยืนอยู่
แต่ผมก็ไม่กล้ายื่นมือไปขยับถาดนมด้วยกลัวว่าจะทำให้มันตกใจ
หลบเข้าไปอีก
เมื่อมองเห็นได้ถนัดขึ้นผมพบว่ามันตัวเล็กกว่าที่คิดเสียอีก
ท่าทางอิดโรยและอ่อนเพลียเต็มที
เนื่องจากความรู้เรื่องแมวที่อ่อนด้อย
ทำให้ผมไม่สามารถคาดเดาอายุที่แน่นอนของมันได้
แต่มารู้เอาภายหลังจากผู้ที่เป็นสัตวแพทย์ว่า
ช่วงที่พบมันน่าจะมีอายุเต็มที่ไม่เกินเดือนครึ่ง
น่าจะยังไม่หย่านมดีโดยสังเกตจากเขี้ยวที่ยังไม่งอก
ผมนั่งสำรวจร่างกายมัน ในขณะที่มันยืนตัวสั่นกินนมอย่างทุลักทุเล
ตัวผอมซูบหนังหุ้มกระดูกคล้ายขาดน้ำและอาหารมาหลายวัน
ขนของมันเป็นสีขาวแต้มดำ
ขาวก็เป็นขาวมอม ดำก็มีหงอกแซม
เรียกว่ารูปร่างหน้าตาโดยรวมดูก็รู้ว่าไร้สกุลรุนชาติ
แถมยังขี้เหร่สมบูรณ์แบบ
ทำอะไรอยู่น่ะ?
ไม่ใช่ความคิดภายในใจแต่เป็นเสียงจากคุณลุงท่านหนึ่งที่เดินมาทัก
คุณลุงท่านนี้อายุราว70-80ปีใส่เสื้อยืดโปโลกางเกงขาสั้น
สวมหมวกปีกกว้าง ผิวสีเข้ม ในมือถือไม้เท้า
ท่าทางยังแข็งแรง เดินผึ่งผายหลังเหยียดตรง
สำเนียงเจือทองแดงหนักแน่นบอกให้รู้ว่าเป็นคนปักษ์ใต้ขนานแท้
แมวครับ แมวมันอยู่ในนี้ ผมชี้มือไปที่ลูกแมวผอมตัวนั้น
เวลานี้มันหยุดเลียนมแล้ว ดูเหมือนมันจะยังกินไปได้ไม่เท่าไร
ยืนตัวสั่นสายตาหวาดระแวงไม่เปลี่ยน
ลูกแมวค่ะ มันอยู่ในนี้เห็นตั้งแต่เช้าแล้ว แฟนผมบอก
เออ นั่นสิได้ยินเสียงอยู่สองสามวันแล้ว ไม่รู้ใครเอามาทิ้งไว้
แกหยุดมองแมวครู่หนึ่งก่อนจะหันมาพูดต่อ
นี่สวนของพ่อเอง แกเรียกแทนตัวเองว่าพ่ออย่างคุ้นปาก
ติดกันนี่ก็บ้านพ่อ นี่สวนนี่ก็กะว่ารอลูกชายเกษียนแล้วให้มาจัดการ
ลูกชายพ่อเป็นผู้ว่าฯอยู่ที่....
แกเริ่มเล่าเรื่องประวัติแกและครอบครัวอยู่พักหนึ่ง
ผมไม่ค่อยสนใจฟังนัก ในใจกำลังจดจ่ออยู่ที่ลูกแมว
ลมเย็นเริ่มพัดแรงขึ้น ใบไม้เล็ก ๆ รอบบริเวณเริ่มปลิวว่อน
นี่ต้นอะไรน่ะลุง?
ผมถามด้วยเจตนาจะเชื่อมเรื่องที่แกกำลังพูดถึงไปที่ลูกแมว
อย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้ขัดอารมณ์แก
กุหลาบ....พันธุ์... ผมจำไม่ได้หรอกว่าแกว่าเป็นพันธุ์อะไร
ได้แต่นั่งยอง ๆ เปรยออกไปว่า
สงสารมัน ท่าจะเจ็บ...คงเจอพายุฝนมาหลายคืน
ไม่รู้ใครเอามาปล่อยทิ้งไว้...เอาไปเลี้ยงสิ เอาบุญ ลุงแกว่า
ไอ้ผมยิ่งเดิมไม่ได้คิดจะเอาไปเลี้ยงอยู่แล้ว
พอได้ยินคำว่าเอาบุญยิ่งไปกันใหญ่
ผมไม่เอาหรอกบุญ ลุงแก่แล้วผมยกให้ก็ได้บุญน่ะ ประโยคนี้ผมนึกในใจ
หนูอยู่คอนโดฯ ไม่สะดวก ลุงเอาไปเลี้ยงมั้ยคะ? เดี๋ยวหนูจับให้
แฟนผมพูดจริงจัง ชะเง้อไปดูบ้านเดี่ยวหลังโตของแก
ลุงนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพูดขึ้น
โอย...ก็อยากเลี้ยง แต่ไม่ได้หรอกบ้านพ่อมีหมาแล้วสามตัว
พูดจบแกก็เดินมาดเท่เลยไปทักทายกับแม่ค้าที่กำลังเข็นรถขายขนมที่อยู่ไกลออกไป
เอาไงดี? ผมถาม
เธอเอื้อมมือไปอุ้มมันออกมาก่อนได้มั้ย?
แฟนผมพูดด้วยอยากช่วยให้มันออกจากบริเวณนั้น
ผมทำท่าอึกอักด้วยความปอดแหกว่าจะโดนมันข่วนเอา
แต่ระหว่างเมียข่วนกับแมวข่วนผมเลือกอย่างหลังดีกว่า
ผมพยายามยื่นมือข้างหนึ่งลอดลวดหนามออกไป
มืออีกข้างก็โน้มต้นกุหลาบตรงหน้าไม่ให้มันครูดมือ
กลัวทั้งแมวข่วน กลัวทั้งลวดหนาม กลัวทั้งหนามกุหลาบ
กลัวสารพัดจะกลัวตามนิสัยผู้ชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
และที่กลัวที่สุดผมไม่รู้น้ำหนักมือที่จะบีบจับมัน
เบาไปมันก็คงสลัดหลุด แรงไปมันก็อาจจะบอบช้ำ
แต่ผมลังเลใจไม่ได้ วินาทีนั้นผมต้องตัดสินใจเด็ดขาด
(ซึ่งไม่ตรงกับนิสัยผมเลยพับผ่าสิ)
เพราะดูจากท่าทางมันคงไม่ยอมให้ผมจับแต่โดยดีแน่
หากมัวแต่ยึกยักมันต้องหนีลึกเข้าไปอีกนั่นซึ่งอาจจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น
ประกายแห่งเซ็น วิถีแห่งดาบ พริบตาแห่งฟ้าฟาด...
คำพูดอะไรเท่ ๆ ทั้งหลายแหล่ที่ผมพอจะนึกออกในตอนนั้น
ถึงมันจะดูไม่ค่อยเข้ากันก็เถอะ ปลุกใจผมให้ฮึกเหิมก่อนจะล้วงมือคว้าหมับ
ผมจับตัวมันจากด้านบนซึ่งขนาดของมันเวลานั้นใหญ่กว่าฝ่ามือไม่เท่าไร
หนำซ้ำยังความอิดโรยของมันอีก แรงดิ้นมันเท่ากับหนอนดี ๆ นี่เอง
แล้วนี่กูจะตื่นเต้นอะไรนักหนาวะเนี่ยผมนึกขณะคว้าตัวมันได้
ขณะกำลังถอนมือออกมาด้วยความกังวลว่า
หนามจะไปตำตัวตำตามันเข้า เลยพยายามบิดเบี่ยงข้อมือ
เพื่อให้ร่างมันพ้นจากวิถีอันแหลมคมเหล่านั้น
ยังผลให้ปลายแขนผมต้องไปสะกิดและครูดกับหนามกุหลาบ
เสี้ยววินาทีที่สะดุ้งเจ็บทำให้จินตนาการไปถึงวันเวลาของเจ้าเหมียวในดงหนาม
ท่ามกลางพายุฝน หิว เจ็บ เหนื่อย เพลีย
นี่เราตัวเบ้อเร่อยังรู้สึกเจ็บ ถึงแม้จะเป็นคนโอเวอร์ไปหน่อย
แต่เจ็บมันก็คือเจ็บล่ะว้า แล้วไอ้เจ้าตัวเล็กนี่มันคงทรมานน่าดู
ผมประคองมันขึ้นมาสองมืออย่างหวั่น ๆ
ท่าทางดูมันตื่น ๆ พยายามดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย
แต่แรงแค่ลูกแมวอ่อนแอตัวกระเปี้ยกมันจะไปสู้อะไร
ชายพุงสามศอกอย่างผมได้
ผลั่ก!!
คิดไม่ทันหมดประโยคดี เจ้าเหมียวก็ดิ้นหลุดมือ
ขณะที่ผมกำลังลุกขึ้นยืน ลำตัวมันหล่นกระแทกพื้น
เจ้าแมวร้องดัง แง้ด!
ตกใจรีบลุกขึ้นวิ่งหนีพรวดครูดฝ่าดงหนามเข้าไปซ่อนตัวอยู่ลึกกว่าเดิม
.
.
ลึกเกินเอื้อม...
ทำไมไม่จับแน่น ๆ! แฟนผมเคือง แต่คงสงสารมันมากกว่า
เค้า...ไม่รู้นี่.. ผมพูดสำเนียงปัญญาอ่อนอย่างรู้สึกผิด
ทำไงล่ะทีนี้ มันกลัวเราแล้ว แฟนผมพูด
ในขณะที่ผมนั่งยอง ๆ ลงอีกครั้งกระดิกนิ้วส่งเสียง
มี้...มี้...มี้ๆๆ...มานี่มา
แต่ผมมองไม่เห็นมันเสียแล้ว
มันหายเข้าไปในดงกล้วยที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
มันหนีไปแล้ว ผมลุกขึ้นถอนหายใจ
นึกปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยถ้าหลุดไปอยู่แถวดงกล้วยตรงนั้น
ก็ไม่ต้องมาเผชิญกับหนามกุหลาบแถวนี้
ที่เหลือก็เอาตัวรอดเองแล้วกัน กูช่วยเท่าที่พอช่วยได้แล้ว
ผมคิดตามสันดานของตัวเองที่ไม่อยากรู้สึกผิด
ปล่อยมันไปเถอะ มันไม่อยากให้เราช่วยแล้ว ผมบอกแฟน
เดี๋ยวมันก็อดข้าวตาย ฝนจะตกแล้วด้วย เธอบอกเสียงเศร้า
ไม่อดตายหรอก... ผมปลอบใจ
.
.
.
คงโดนงูแดกก่อนแหละ
ผมพูดออกไปอย่างที่คิด
.
.
.

.
.
.
จะมีตอนต่อไปอีกมั้ยเนี่ย...
น่าเสียดาย...ไม่น่าหลุดมือ
น่าจะเก็บไว้กินเอง เฮ้ย เลี้ยงเอง...
#1 By sweettoxic on 2007-07-20 17:48